Skip to main content

DEAR HIMALAYA, FROM CHIANG MAI จากตีนดอยเชียงใหม่สู่ยอดเขาหิมาลัย

52

 

HMLY1

 

 

เมื่อ 8 ปีที่แล้ว ปุ๊ – วุฒิชัย ใจสมัคร และ อ๋อง - พิสิฐพงศ์ สิระพิสุทธิ์ ได้ร่วมเดินทางไปยังเส้นทาง Annapurna Circuit ในเทือกเขาหิมาลัย มีเพียงกล้องวิดีโอคนละตัวคอยบันทึกภาพและเรื่องราวต่างๆ ระหว่างการเดินทาง ได้พบเจอทั้งผู้คนและประสบการณ์แปลกใหม่ที่ยากจะหาได้จากที่ไหน ทั้งสองไม่ได้ปล่อยให้ความประทับใจครั้งนั้นจางหายไป เมื่อเวลาและจังหวะมาถึง โครงการ ‘Dear Himalaya, From Chiang Mai’ จึงเกิดขึ้นกลายเป็นโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างไทย – เนปาล ต่อยอดมาเป็นงานแสดงคอนเสิร์ตเพื่อระดมทุนเมื่อช่วงปลายปี 2560 ที่ผ่านมา ณ Warm Up Café บอกเล่าเรื่องราวของวัฒนธรรมจากดินแดนหิมาลัย ผ่านการแสดงภาพถ่าย งานศิลปะ ดนตรี ภาพยนตร์สั้น และอาหาร และครั้งที่ 2 เมื่อช่วงต้นปี 2561 ณ ที่พำนักศิลปินคำเปิง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ มีการเชิญศิลปินชาวเนปาลมาร่วมแจมกับศิลปินจากไทยและอีกหลายประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนภาษาดนตรีซึ่งกันและกัน

 

HMLY2

 

และในวันที่ 6 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ การเดินทางจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ปุ๊และอ๋องได้ชักชวนทีมศิลปิน นักดนตรี คนทำภาพยนตร์ และเชฟ พกพาแรงบันดาลใจและร่วมเดินทางไปเยือนดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งขุนเขาหิมาลัยด้วยกัน ไม่เพียงแต่เป็นทริปเพื่อการแสวงหาตัวตนและช่วงจังหวะของการได้อยู่กับตัวเอง แต่ยังเป็นการนำพาวัฒนธรรมของบ้านเราไปให้ชาวเนปาลได้รู้จัก โดยมี จุ๋ย จุ๋ยส์ - สุทธิพงศ์ สุทินรัมย์ นักดนตรีชาวเชียงใหม่จะไปร่วมแจมดนตรีกับศิลปินชาวเนปาล และ น้อย – สมเกียรติ อุทาหรณ์ เชฟและเจ้าของร้านอาหาร Aiya Café จะไปปรุงเมนูพิเศษให้ชาวเนปาลได้ชิมอาหารไทยบ้าง รวมทั้งยังได้โอ๋และหมี ตากล้องและศิลปินนักวาดภาพจากกรุงเทพฯ ร่วมเดินทางไปถ่ายทำภาพยนตร์สั้นและเพ้นท์งานศิลปะบนกำแพงที่ไหนสักแห่งในกาฐมาณฑุอีกด้วย

 

HMLY3

 

HIP ได้มีโอกาสร่วมวงนั่งคุยกับ ปุ๊, อ๋อง, จุ๋ย จุ๋ยส์ และ น้อย 4 หนุ่มจากเชียงใหม่ ถึงแรงบันดาลใจในการเดินทางครั้งนี้ ทั้งทีมจะไปทำอะไรบนเทือกเขาสูง 5,416 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล จะเอาอะไรไปอวดชาวเนปาล และคาดหวังว่าจะได้อะไรกลับมาบ้าง?

 

“เมื่อ 8 ปีที่แล้วผมกับอ๋องกะแค่ไปเที่ยว ซื้อกล้องวิดีโอไปคนละตัวสลับกันถ่ายอีกฝ่ายไปมา แล้วเอาภาพมาแชร์กัน แต่ผมไม่สามารถไปถึงจุดหมายที่ Thorong La Pass ได้ เพราะดันป่วยเสียก่อนในระหว่างช่วงที่เดินถึง Thorong Phedi ก่อนถึง High Camp แต่อ๋องเดินต่อจนเก็บเส้นทางได้ครบ คราวนี้เลยชวนอ๋องกลับไปกันอีก” ปุ๊เท้าความให้เราฟังถึงความผิดหวังในครั้งก่อน และนี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขาอยากกลับไปเยือนเส้นทางนี้ให้ได้อีกครั้ง

 

“โปรเจกต์ ‘Dear Himalaya, From Chiang Mai’ จึงเกิดขึ้น ผมคิดว่าไหนๆ ก็ไปแล้ว มันควรมีอะไรที่พิเศษและมีความหมาย เราน่าจะไปทำอะไรที่มันสร้างสรรค์ เช่น งานศิลปะ หรือชวนศิลปินร่วมทริปไปกับเราด้วย แทนที่จะแค่ไปเทรคกิ้งเฉยๆ แบบคราวก่อน เราเลยเริ่มจัดงานที่ Warm Up Café โดยการเอารูปที่เราถ่ายไว้ตอนไปเนปาลมาจัดแสดง จุ๋ย จุ๋ยส์ก็มาช่วยเรื่องดนตรี น้อยก็มาช่วยเรื่องอาหาร เป็นงานเล็กๆ เพื่อระดมทุนมาได้ก้อนหนึ่ง จากนั้นจึงเชิญ Mr. Manmohan Thapaliya ศิลปินชาวเนปาลมาร่วมแจมกับเรา มันเลยกลายเป็นโปรเจ็คท์ที่พวกเราตั้งใจอยากจะให้เกิดขึ้นทุกปี เป็นเหมือนโครงการแลกเปลี่ยนระหว่างเนปาลกับไทย ที่รูปแบบจะค่อนข้างอิสระ อาจจะให้ศิลปินชาวเนปาลมาเยือนบ้านเราสักช่วงเวลาหนึ่ง หรือศิลปินจากบ้านเราไปอยู่เนปาลสักช่วงเวลาหนึ่ง” อ๋องบอกกับเราถึงที่มาที่ไปของโปรเจ็คท์พิเศษนี้ 

 

HMLY4

 

อ๋องกล่าวต่อไปว่า การเดินทางที่กำลังจะเกิดขึ้นในครั้งนี้จะมีความหมายมากขึ้นกว่าครั้งก่อน เพราะมีกิจกรรมหลายๆ อย่างที่พวกเขาตั้งใจจะทำกัน “เรามีแพลนคร่าวๆ 4 อย่างคือ จะให้จุ๋ย จุ๋ยส์ไปแจมดนตรีกับ Mr. Manmohan ศิลปินชาวเนปาลที่เราเคยเชิญมาเมืองไทยตอนต้นปี โดยจะเปิดการแสดงที่โรงละคร เราได้เพื่อนอีก 2 คนจากกรุงเทพฯ คือหมี ศิลปิน Wall Painting จะไปเพนท์กำแพงเอาท์ดอร์ที่ไหนสักแห่งในกาฐมาณฑุ และโอ๋ คนทำภาพยนตร์สารคดี ก็จะไปถ่ายทำภาพยนตร์เกี่ยวกับทริปนี้ด้วย รวมถึงจะเอาภาพยนตร์สารคดีของเขาที่เคยถ่ายทำไว้เกี่ยวกับเมืองไทยเอาไปฉายที่เนปาลด้วยเช่นกัน และสุดท้ายคือวัฒนธรรมอาหารของน้อยซึ่งเป็นเชฟอยู่แล้ว จะเอาเครื่องเทศจากบ้านเราไปผสมผสานกับวัตถุดิบที่เนปาล ปรุงเป็นเมนูพิเศษให้ชาวเนปาลได้ชิม” 

 

HMLY5

 

“จุดประสงค์ของผมคือนำวัฒนธรรมการกินของเราไปให้ชาวเนปาลได้รู้จัก และนำวัฒนธรรมการกินของเขากลับมาบ้านเรา ส่วนตัวก็จะนำพวกเครื่องเทศเครื่องแกงที่ผมทำเองไปจับคู่กับวัตถุดับพวกเนื้อสัตว์ที่สามารถหาได้จากที่นู่น โดยจะคิดเมนูใหม่ๆ ทั้งไทยและเนปาล นำมามิกซ์กันให้ผู้ร่วมงานได้ชิม และตั้งใจจะทำข้าวอบทานคู่กับแกงอะไรสักอย่างซึ่งตอนนี้ยังไม่มีแพลนว่าจะเป็นแกงอะไร (หัวเราะ) ต้องไปดูวัตถุดิบที่นู่นก่อนว่าสามารถหาเนื้อสัตว์ชนิดไหนได้บ้าง และนำมามิกซ์กับสิ่งที่เราเตรียมไปอย่างไรได้บ้าง มันจะท้าทายตรงนี้แหละ เพราะวัตถุดิบคงมีจำกัดบนที่สูงขนาดนั้น คงจะหาพืชผักหรือเนื้อสัตว์ได้ยาก” น้อย เชฟผู้ถนัดอาหารไทยเล่าให้เราฟังถึงการตระเตรียมเมนูต่างๆ แต่ทริปนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องอาหารให้ต้องคิด เพราะการเดินทางไปบนที่สูงขนาดนั้น สำหรับเชฟที่สาละวนอยู่แต่ในครัวจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย “ผมตอบรับคำชวนไปทริปนี้จากพี่ปุ๊ภายใน 3 วินาที (หัวเราะ) แต่ความจริงผมเครียดและกังวลมากเลยนะ กังวลกับงานที่รออยู่ และก็แอบกลัวด้วยว่าจะเดินไม่ไหวในระยะทางไกลๆ แบบนั้น ไหนจะเรื่องอากาศอีก แต่สุดท้ายแล้วเราต้องตัดเรื่องพวกนี้ออกจากสมองให้หมด ไม่อย่างนั้นมันจะหมดสนุก และเราอาจไม่ได้อะไรเลยจากการเดินทาง”

 

HMLY6

 

สำหรับจุ๋ย จุ๋ยส์ก็เช่นกัน คงไม่ได้มีแค่เรื่องโชว์ให้ต้องคิด เพราะดูเหมือนจะต้องเดินเท้าในระยะทางไกลพร้อมกับแบกเครื่องดนตรีไปด้วย “ผมโชคดีที่ออกกำลังกายสะสมมาหลายปี คงเป็นเหมือนบุญเก่าที่ทำให้ไม่ค่อยกลัวกับการเดินไกลๆ สักเท่าไหร่ (หัวเราะ) ก็อยากรู้เหมือนกันว่าที่ออกกำลังกายมาทั้งหมดมันจะใช้ได้ผลกับทริปนี้มั้ย ส่วนพวกเครื่องดนตรีผมจะเอา Loop Station ที่ใช้เล่นประจำอยู่แล้วพกไปด้วย แต่กีตาร์นี่อาจจะไปหาข้างหน้า เพราะอาจไม่สะดวกในการแบกไป แต่จะพกเครื่องดนตรีชนิดอื่นที่พกพาสะดวกไปแทน เช่น Kazoo เครื่องเป่าที่สามารถเอาใส่กระเป๋ากางเกงได้หรือไม่ก็ขลุ่ย” 

 

เมื่อถามถึงโชว์ที่จะไปร่วมแจมกับ Mr. Manmohan ที่เนปาล จุ๋ย จุ๋ยส์เล่าให้ฟังว่า “ผมเคยแจมกับเขามาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อช่วงต้นปี แต่คิดว่าครั้งนี้มันคงแตกต่าง ผมก็อยากลองดูว่าถ้าไปถึงที่นั่นแล้วไม่มีกีตาร์ สุดท้ายแล้วดนตรีมันจะออกมาเป็นยังไง มันจะแตกต่างจากการแจมกันครั้งแรกของเรายังไง เพราะเป็นการอิมโพรไวส์แบบสดๆ มันจะมีเซอไพรส์เกิดขึ้นระหว่างการแสดงได้ตลอดเวลา อยู่ดีๆ อาจจะมีบางเสียงเกิดขึ้นมา หรืออาจจะหยิบอะไรที่วางอยู่รอบๆ ตัวมาทำให้เกิดซาวด์ มันน่าตื่นเต้นดี เราอาศัยประสบการณ์ที่เราคุ้นเคยกับเครื่องมือต่างๆ มากกว่า ส่วนในเรื่องของเพลงก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบรรยากาศ ณ ตอนนั้น ที่มันจะทำให้เพลงเป็นไปในทิศทางไหน มันมีภาษาดนตรีสื่อถึงกันอยู่แล้วสำหรับนักดนตรีด้วยกัน”

 

HMLY7

 

ปุ๊เสริมว่า “มันคือการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนั่นแหละ ทั้งเรื่องดนตรี การใช้ชีวิต การกิน ทัศนคติต่างๆ เช่น ศิลปินชาวเนปาลที่เราเชิญมา เขามาอยู่กับเราประมาณ 2 อาทิตย์ ผมว่าผมได้อะไรจากเขาเยอะมากเลย ทั้งเรื่องมุมมองและความคิด ส่วนเขาก็ได้อะไรจากเรากลับไปไม่น้อย เป็นสิ่งที่ดีมากเลย และผมเชื่อว่า จุ๋ย จุ๋ยส์กับน้อยก็จะได้อะไรจากทริปนี้ ทั้งเรื่องความคิด มุมมอง อะไรต่างๆ จะเปลี่ยนไป เหมือนที่ผมกับอ๋องเคยได้กลับมาเมื่อ 8 ปีก่อน” 

 

    เราจึงถามต่อว่าแต่ละคนคาดหวังว่าจะได้อะไรกลับมาบ้างจากการเดินทางครั้งนี้ ปุ๊บอกว่า “ไปแล้วได้อะไรก็ตอบยาก แต่ผมได้อะไรกลับมาเยอะมากที่มันอธิบายเป็นคำตอบลำบาก มันแล้วแต่ว่าแต่ละคนจะได้อะไร เหมือนการข้ามขีดจำกัดของตัวเอง ถ้าจะพูดถึงสิ่งที่เป็นรูปเป็นร่างหน่อยก็คือ ทริปนี้ผมตั้งเป้าไว้ว่าจะไปทำเพลงให้ได้สัก 3 เพลง โดยไปเอาซาวน์ของเนปาลมาเป็นส่วนประกอบ เอามามิกซ์กับเพลงที่ผมทำอยู่ และก็จะเก็บเรื่องราวมาเขียนคอลัมน์ให้ HIP นี่แหละ และอาจเขียนพ็อกเก็ตบุ๊คสักเล่ม อันนี้ในส่วนของผม ซึ่งแต่ละคนก็จะมีแพลนของตัวเอง และทุกคนจะมารวมตัวกันอีกครั้งในเดือนธันวาคมเพื่อเอาผลงานจากการเดินทางครั้งนี้มาโชว์กัน ว่าแต่ละคนได้อะไรกลับมาบ้าง เช่น น้อยอาจจะได้เมนูแปลกใหม่กลับมา” น้อยจึงเสริมว่า “ผมคาดหวังว่าจะได้มีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น เพราะผมเป็นคนบ้างานมาก สมองไม่คิดเรื่องอื่นเลย มีแต่เรื่องงาน การไปครั้งนี้มันคงเปลี่ยนวิธีคิดอะไรหลายๆ อย่างให้ผมได้ และที่สำคัญคือผมอยากซึบซับวัฒนธรรมอาหารจากชนชาติอื่น และคิดว่าจะต้องได้เมนูอะไรใหม่ๆ มาเป็นซิกเนเจอร์ไว้เสิร์ฟที่ร้านตัวเองสักเมนูหนึ่ง” 


    ส่วนอ๋องคนที่เคยไปเนปาลมาบ่อยที่สุดในทีมบอกกับเราว่า “ผมพยายามไม่โฟกัสเลยว่าจะได้อะไรกลับมา ไปเพื่อให้ได้ใช้ชีวิตมากกว่า ผมก็คงถ่ายรูปไปเรื่อยๆ เก็บบรรยากาศ เก็บภาพโมเมนต์ต่างๆ แล้วเอามาจัดแสดงให้ได้ชมกันตอนเดือนธันวาคม” ขณะที่ จุ๋ย จุ๋ยส์แอบบอกข่าวดีกับเราว่า หากการเดินทางครั้งนี้เขาสามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้มากพอ ไม่แน่เขาอาจจะทำเพลงใหม่ๆ ออกมาให้ได้ฟังกัน “อย่างแรกเลยคือได้ประสบการณ์แน่นอน  ซึ่งมันน่าจะต่อเติมหรืออุดรอยอะไรบางอย่างในชีวิตได้ อีกอย่างที่คาดหวังคือผลงานชิ้นใหม่ๆ ของผม ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาก็พยายามรับประสบการณ์ใหม่ๆ เข้ามาเพื่อที่จะเอามาทำเป็นเพลง การไปครั้งนี้มันอาจจะทำให้ประสบการณ์ของผมมันสุกงอมเสียทีก็ได้ กลับมาอาจจะมีไฟเหมือนตอนออกอัลบั้มแรก ที่ได้มีโอกาสเดินทางไปอังกฤษ ได้เจออะไรแปลกๆ ใหม่ๆ หลังจากนั้นก็มีโอกาสได้เดินทางบ้างแต่ความรู้สึกมันก็ยังไม่สุด แต่คราวนี้อารมณ์มันเหมือนกับไปอังกฤษครั้งนั้นเลย มันก็อาจจะมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นหลังจากที่รอมานาน”

 

HMLY8


ปุ๊ทิ้งท้ายกับเราว่า “อยากให้รอติดตามว่าสิ่งที่พวกเราจะได้กลับมามันคุ้มค่าแค่ไหน และกิจกรรมดีๆ นี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าขาดผู้สนับสนุนเหล่านี้ ทั้ง บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด, Triumph Chiang Mai, ท่าช้างคาเฟ่, Warm Up Café, Aiya Café, Ristr8to, Box Hostel & Café, ComPeung และ HIP Magazine ที่เป็นกระบอกเสียงให้พวกเรา ต้องขอขอบคุณจริงๆ ครับ รวมถึงหากมีโอกาสในปีต่อๆ ไป พวกเราหวังว่ากิจกรรมดีๆ ที่พวกเราตั้งใจทำจะได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาจจะเป็นสถานทูตไทยในเนปาลหรือจากหน่วยงานใดๆ ก็ตามที่มีอุดมการณ์เดียวกันกับพวกเราครับ”

 

* สามารถติดตามเรื่องราวการเดินทางของพวกเขาทั้ง 6 คน ได้ที่ Facebook : Dear Himalaya, From Chiang Mai

 

เรื่อง / ภาพ : อรอุษา

Profile picture for user Pae_Sukchan

Pae Sukchan

เป้ นักเขียนอิสระชาวเชียงใหม่ สามารถพบเจอได้ตามโกดังของมือสองญี่ปุ่น