Skip to main content

DUATHLON ทวิกีฬา

125

ย้อนหลังกลับไปเมื่อประมาณ 3 - 4 ปีก่อน ในช่วงที่การปั่นจักรยานหรือแม้แต่การวิ่งยังเป็นเพียงแค่กระแสแฟชั่น ถูกมองว่าเป็นเทรนด์ฉาบฉวยที่ผ่านเข้ามา ดีดตัวขึ้นไปที่จุดพีก และจะจากไปในช่วงเวลาอันเร็วรวด (คล้ายอูคูเลเล่ กล้องโลโม่ และจตุคามรามเทพ) แต่ใครจะรู้ล่ะครับว่าวันนี้ ทั้งกระแสการปั่นจักรยานและการวิ่งจะยังคงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายยิ่งกว่าเดิม

 

DUATHLON

 

ผมมองว่าสาเหตุน่าจะมาจากการที่กระแสเหล่านี้ไม่ได้ฮิตขึ้นมาตามลำพัง แต่มันยกโขยงมากันทั้งยวง เช่น จักรยานน่องเหล็ก, วิ่งตัวลีนๆ, ฟิตเนสก้ามปู, อาหารคลีน, ทางเลือกในการบริโภค ทางเลือกในวิถีชีวิตต่างๆ (วีแกน, คีโตฯ, ออร์แกนิค, นีโอ - ฮ่องเต้ ฯลฯ) และกระแสรักสุขภาพต่างๆ กระแสเหล่านี้จึงผนึกกำลังกันอย่างเข้มแข็ง และกินเวลานานกว่าที่เราคาดกันไว้ มิหนำซ้ำมันยังทำให้ผู้คนทั้งหลายนั้นแข็งแรงแข็งแกร่งกันขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย


ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ! ในอดีต คำว่า ‘ไตรกีฬา (Triathlon)’  เคยเป็นคำขึ้นหิ้งอยู่บนตำแหน่งที่สูงมาก จนปุถุชนคนธรรมดาอย่างเราๆ นั้นมิอาจเอื้อมถึง ใครที่เป็นนักไตรฯ จะดูผิวฉาบทอง เปล่งประกายวิบๆ วับๆ เป็นองค์เทพลงมาจุติ เคลื่อนที่ด้วยการลอย เพราะเดินเท้าไม่แตะพื้น 555 ก็เพราะมันเป็นกีฬาของผู้เอาจริงเอาจังอย่างสุดขีด อยู่เหนือมาตรฐานการออกกำลังกายแบบที่คนปกติอย่างเราๆ จะทำได้ 

 

DUATHLON


แต่ปัจจุบันนี้ มองไปทางไหนก็เจอ ‘นักไตรฯ’ เดินสวนกันไปมาเต็มไปหมด จักรยานแนวจรวดอวกาศ (Time Trial/ Triathlon) ตามท้องถนนก็หนาตาขึ้นเรื่อยๆ ที่สระว่ายน้ำ เรามักจะเห็นภาพจักรยานจอดพิงรั้วและวางขนาบด้วยรองเท้าวิ่ง ตามสถานที่วิ่งก็เริ่มมีคนใส่ชุดรัดรึงประหลาดๆ เหมือนนักมวยปล้ำมาวิ่งกันหน้าตาเฉย 555 และแล้วพวกเราก็มาถึงจุดนี้กันจนได้! จุดไหนเหรอ? ก็จุดที่เราไม่สามารถจะฟินตัวเองด้วยการเล่นอะไรอย่างเดียวแล้วยังไงล่ะ!!!


ถึงแม้ว่าการปั่นจักรยานและการวิ่งจะได้รับความนิยมอย่างมาก แต่การเล่นไตรกีฬาก็ยังมีข้อจำกัดบางอย่างที่สำคัญมาก ซึ่งก็คือการว่ายน้ำนั่นเอง เพราะการว่ายน้ำยังคงเป็นเรื่องที่ไกลตัวสำหรับหลายๆ คน ดังนั้นก็เลยเกิดการละเล่นที่เรียกว่า ‘ทวิกีฬา (Duathlon)’ ขึ้น เพื่อเอาอกเอาใจคนสายควายถึกแรงเหลือที่อยากเล่นไตรกีฬาแต่ดันว่ายน้ำไม่เป็น ด้วยการเอาการว่ายน้ำออกไป เหลือไว้แค่ปั่นจักรยานกับวิ่งสองอย่างเท่านั้น


โดยทั่วไป การจัดงานทวิกีฬานั้นมีสองประเภท ได้แก่

  1. จัดงานทวิกีฬาเน้นๆ ไปเลย 
  2. จัดแทรกอยู่ในงานไตรกีฬา โดยคนที่ลงสมัครทวิกีฬาก็ข้ามว่ายน้ำไปรอปั่นจักรยานและวิ่งเท่านั้น สำหรับระยะที่ใช้ในการแข่งนั้น ส่วนใหญ่ที่ผมเคยเจอก็จะมี 2 ระยะ คือระยะ Sprint ปั่นจักรยาน 20 กิโลเมตรและวิ่ง 5 กิโลเมตร กับระยะ Olympic ปั่นจักรยาน 40 กิโลเมตรและวิ่ง 10 กิโลเมตร

DUATHLON

 

ความสนุกของงานที่จัดขึ้นเฉพาะทวิกีฬาอย่างเดียว (แบบที่ไม่ต้องแฝงตัวอยู่ในงานไตรกีฬา) ก็คือจะมีการแบ่งการวิ่งออกเป็นสองช่วง ได้แก่ Sprint : วิ่ง 2 กิโลเมตร / ปั่น 20 กิโลเมตร / และวิ่ง 3 กิโลเมตร กับ Olympic : วิ่ง 4 กิโลเมตร / ปั่น 40 กิโลเมตร / และวิ่ง 6 กิโลเมตร หรือแล้วแต่ทางผู้จัดงานจะออกแบบการแข่ง แต่ที่นิยมคือจะแบ่งการวิ่งมาประกบหัว - ท้ายเพื่อความมันนั่นเอง (บางงานยังมีรุ่นพิเศษแถมให้ คือรุ่นทีม ให้นักปั่นจับคู่กับนักวิ่งมาส่งไม้ผลัดกันด้วย)
    

พูดถึงเรื่องระยะในการแข่ง Sprint และ Olympic ทั้งสองระยะนี้ก็คือระยะที่อ้างอิงมาจากการแข่งไตรกีฬานั่นเอง ซึ่งทั้งสองระยะต่างก็มีมนต์เสน่ห์ และความหฤหรรษ์ที่แตกต่างกันครับ
    

Olympic (วิ่ง 4 กิโลเมตร / ปั่น 40 กิโลเมตร / วิ่ง 6 กิโลเมตร) : ระยะนี้ถือว่าเป็นระยะมาตรฐานไตรกีฬา หรือ Triathlon Standard ใช้ในการแข่งขันโอลิมปิก และถือเป็นระยะเริ่มต้นของคนที่จะเล่นไตรกีฬา พอมาเป็นการแข่งทวิกีฬาก็จัดเป็นระยะที่มีความเหมาะสม สำหรับใช้วัดความอึดของนักแข่ง ใครที่ลงระยะนี้จะต้องคำนวณการเฉลี่ยแรงให้ดี สำหรับมือใหม่ก็ต้องวางแผนว่าจะบริหารพละกำลังยังไงให้จบสวยๆ แต่ถ้ามือที่คุ้นเคยหรือขาแรงทั้งหลาย ก็ต้องคิดเรื่องสร้าง Performance ให้ดีที่สุดให้ได้ 

 

DUATHLON
    

โดยเฉลี่ยแล้ว การแข่งระยะ Olympic นี้จะใช้เวลารวมอยู่ที่ประมาณ 2 - 3 ชั่วโมง (ปั่นจักรยานความเร็ว 30 – 35 กิโลเมตร/ชั่วโมง และวิ่ง Pace 5 – 6.5) โดยการแข่งจะไม่จำกัดประเภทของรถจักรยาน พวกโปรฯ (และพวกไม่โปรฯ แต่เน้นอุปกรณ์ 555) ทั้งหลาย ก็จะนำจักรยานจรวดอวกาศ หมวกแหลมเปี๊ยบ ลุกยืนทีแทบจะทิ่มตาเพื่อนที่อยู่ข้างหลัง หรือใส่ล้อตันเหมือนกระทะหอยทอดมาก็ได้ ไม่ผิดกติกาใดๆ หรือจะเป็นพวกกลางเก่ากลางใหม่ ใช้เสือหมอบปกติที่ขี่กัน บางคนมีแอบเปรี้ยวติดปืนกล (Aero Bar) มาด้วยก็ดูเก๋ดี หรือจะเป็นพวก ‘พลังนิยม (Powerism)’ ไม่สนเรื่องการทำเวลา ไม่สนอันดับการแข่ง ใส่รองเท้านันยางวิ่งและปั่นจักรยานเสือภูเขา เพราะข้าต้องการระเบิดพลัง!!! 555 ก็ว่ากันไป

 

DUATHLON
    

Sprint (วิ่ง 2 กิโลเมตร / ปั่น 20 กิโลเมตร / วิ่ง 3 กิโลเมตร) : มองผิวเผิน ใครต่อใครมักบอกว่าระยะนี้มันเป็นระยะของเด็กน้อยหรือพวกมือใหม่เล่นกัน ไม่จริงครับ! เถียงขาดใจเลย เพราะระยะ Sprint เนี่ย มันถือกำเนิดขึ้นเพราะเจตนาอยากเอ็นเตอร์เทนผู้ชมโดยเฉพาะ เพราะว่าระยะต่างๆ ทั้ง 3 ของไตรกีฬานั้นมันวัดกันที่ความอึด คือมันสนุกคนเล่น แต่ไม่เร้าใจท่านผู้ชมว่างั้น มันก็เลยเกิดระยะที่เรียกว่า Sprint นี้ขึ้น ก็คือหั่นระยะทุกอย่างจาก Olympic ลงครึ่งหนึ่ง เพื่อจะได้จบเร็วๆ ไม่ยืดเยื้อ และที่สำคัญ ให้นักกีฬาได้ระเบิดพลังใส่กันเลย ไม่ต้องออมแรง เฉลี่ยพลัง หรือแทงกั๊กกันไปมา คนดูปิดทีวีนอนหมดแล้ว ดังนั้นระยะสั้นๆ แบบนี้ แต่อัตราความรุนแรงในการระเบิดพลังจะสูงมาก เรียกได้ว่าพอสัญญาณปล่อยตัวดังปุ๊บนี่ พวกยิงกันหูดับตับไหม้เลยเชียวล่ะ 
    

ในการแข่งระยะนี้ เราจะเห็นการยกสปรินท์จักรยาน หรือการกระแทก Pace 3 - 4 ในการวิ่ง!!! รุ่นน้องของผมคนหนึ่งเคยนิยามการแข่งแบบนี้ว่า เหมือนกับมีก๊อดซิลล่าวิ่งตามอยู่ข้างหลัง! นักแข่งรุ่นนี้มีสองประเภท คือพวกมือใหม่เริ่มไต่เต้าจากระยะสั้นๆ และพวกขาแรง (เน้นระเบิดแรงๆ!) เวลาเฉลี่ยที่ใช้ส่วนใหญ่ไม่เกิน 2 ชั่วโมง มาเร็วเคลมเร็ว บึ้ม! จบ!

 

DUATHLON
    

ตัวผมเองเคยลงทวิกีฬามาประมาณ 2 - 3 ครั้ง (ช่วงหลังๆ นี่ห้าว เริ่มขยับไปไตรกีฬาครับ เพราะว่ายน้ำเป็นแล้ว 555) แรกเริ่มเดิมทีก็เป็นนักจักรยานทั่วๆ ไปคนหนึ่งนี่แหละ จำได้เลยว่าเป็นวันที่ 30 ธันวาคม 2556 (โอ้ววว 5 ปีแล้วเหรอเนี่ย... แก่จัง) ตอนแรกไม่ได้กะว่าจะลงแข่งหรอก สมัยนั้นยังไม่รู้จักการวิ่งเลยด้วยซ้ำ แต่โทษฐานที่รู้จักกับผู้จัด 555 และความซุกซนส่วนตัวที่ชอบลองอะไรใหม่ๆ ที่ท้าทาย ก็เลยตัดสินใจลง และยังเป็นการทิ้งทวนปีเก่าก่อนจะ Off Season 1 เดือนเพื่อพักร่างอีกด้วย เอาวะ! ลงก็ลง ทีนี้มันมีให้เลือก 2 ระยะ แต่ค่าสมัครดันเท่ากัน (100 บาท - สมัยโน้น) ด้วยความงก กลัวไม่คุ้ม ลง Olympic แม่งเล้ยยยยย
    

มาแบบเขินๆ ครับ แต่งชุดจักรยานมาเต็ม เอารองเท้า Breaker Footsal ห้อยแฮนด์จักรยานมาด้วย นำจักรยานเสือหมอบแขวนบนราวตามหมายเลขการแข่ง ห้อยหมวกกันน็อค และวางรองเท้าจักรยานไว้ที่พื้น กรรมการพยายามจะเอาปากกาเมจิกเขียนเบอร์ที่แขน แต่ว่าใส่ทั้งปลอกแขนปลอกขา สมัยนั้นสลิดกลัวดำ (ปัจจุบันสีผิวเหมือนตัวสมเสร็จ!!!) เลยใช้วิธีจำเลข และคอยตะโกนบอกกรรมการเวลาผ่านเช็คพอยต์เอา 555
    

เปิดตัวด้วยการเริ่มวิ่ง 4 กิโลเมตร คุณพระ! เกิดมาไม่เคยลงวิ่งอย่างจริงจังมาก่อนเลย ครั้งสุดท้ายที่จริงจังกับการวิ่งคือตอนสอบ รด. (ละอ่อนต่อนแต่นชั้น ม.4) ออกไปได้แค่กิโลแรก อยากกลับบ้านใจจะขาด แต่อายมากเพราะมีน้องผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งตามอยู่ข้างหลัง (ปัจจุบันเธอโตเป็นสาวแล้ว กลายเป็นนักจักรยานอาชีพ เป็นตำรวจ และเป็นนักปั่นทีมชาติไทย! ชื่อของเธอคือน้องใบเตย เธอบอกว่าวันนั้นมา Recovery ลงเล่นๆ เป็นเพื่อนคุณพ่อของหล่อน... แฮ่!) บอกตามตรงว่ากดดันสุดๆ เพราะเรื่องหน้าใหญ่นี่ต้องมาก่อนเสมอ หน้ายิ่งใหญ่มากยิ่งเสียหน้าไม่ได้ กัดฟันวิ่งต่อจบครบ 4 กิโลเมตรแรก 

 

DUATHLON
    

วิ่ง Stage แรกจบก็มาเข้าจุด Transition ใส่รองเท้าจักรยานแล้วออกปั่นทันที และก็เลี้ยวกลับทันใด เพราะมีเสียงตะโกนบอกมาว่า “ลืมใส่หมวกกันน็อค” แฮ่! สมองเริ่มรวนแล้วสินะ 555 เส้นทางการปั่นก็ต้องบอกว่า “สบ๊ายยย” ผู้จัดงาน (อ.หนุ่ม + พี่เอ๋) เข้าใจเลือกเส้นทางเนาะ ขึ้นดอยกอมด้วย ไม่ใช่แค่รอบเดียวนะ 2 รอบเน้นๆ!!! ดอยที่เคยคิดว่าเป็นเนินหลังบ้านสบายๆ ทำไมวันนี้มันชันจังวะ 555 แต่ก็อย่างที่บอก เรื่องหน้าใหญ่นี่ไม่มีใครเกิน ระหว่างที่อยู่บนจักรยานต้องบอกว่ายิงสลุต ไล่เก็บชาวบ้านสนุกเชียวล่ะ แค่ 40 กิโลเมตรแป๊บเดียวก็จบ
    

จบ Stage ที่สอง ปั่นจักรยานเข้า Transition นั่งใส่รองเท้าวิ่ง มีเพื่อนๆ ส่งเสียงเชียร์ว่า “นั่นรองเท้าฟุตซอลไม่ใช่รองเท้าวิ่ง!” มีกำลังใจเพิ่มขึ้นมาทันที!(ประชด!) ดื่มน้ำส้มไปอึกใหญ่ แล้วเริ่มออกวิ่ง ทันใดนั้น! ขาก็ทรุดฮวบแบบไม่มีเหตุผล ไม่มีสัญญาณบอกก่อนเลย ทรุดลงไปดื้อๆ พี่เอ๋ผู้จัดตะโกนบอกมาว่าอย่าเพิ่งวิ่ง เดินออกไปก่อน อ่อ... เข้าใจแล้ววว... กล้ามเนื้อมันคนละชุดกันจริงๆ อันนี้ไปเสริมอันนั้น อันนั้นไปฝ่ออันโน้น นู่นนี่นั่น ที่เขาว่าต้องเฉลี่ยแรงให้ดีนี่มันอย่างนี้นี่เอง 

 

​DUATHLON

 

วิ่ง 6 กิโลเมตรสุดท้าย บอกเลยว่านรก! โคตรแห่งนรก! เพราะแค่ร่างเริ่มพังยังไม่พอ ตอนนี้สายแล้ว แดดออกแรงมาก! อนุญาตให้ผู้อ่านนึกภาพตาม ตอนที่แรงเริ่มหมด ตะคริวตอดทั่วร่าง ทุกจุดของขาทั้งสองข้างมีตะคริวสแตนด์บายรอจู่โจม!!! คอแห้งผากเหมือนกลืนกระดาษทรายเลยจ้าาา ปรับโหมดเป็นวิ่งสลับเดินทันทีเลยฮะ จากที่ไปไล่แซงเขาตอนปั่นจักรยาน ตอนนี้โดนวิ่งแซงด้วยจำนวนนับไม่ถ้วน แต่ด้วยความหน้าใหญ่ เราจะ DNF ไม่ได้ กลั้นใจเอาให้จบ นึกในใจอย่างเดียวว่าอดทนไว้ จบงานนี้แล้วจะได้ฉลองปีใหม่ให้เต็มคราบ (เทคนิคนี้เรียกว่าการสร้างแรงจูงใจทางด้านโลกียะ! ในทางการกีฬาถือว่าผิด แต่คนใกล้ตายนั้นคิดได้ไม่ผิด เพราะไม่มีศีลธรรมใดๆ หลงเหลือทั้งนั้น 555)
    

หลังจบทวิกีฬาครั้งแรกในชีวิต ร่างผมก็พังไปอีกหลายสัปดาห์ แม้จะอยู่ในความทรมานสุดๆ แต่ก็ดันเกิดความประทับใจขึ้นมาซะอย่างนั้น กลายเป็นว่าชอบว่ะ อุทานในใจว่า “ตรงจริตกูเลยเว้ยเฮ้ย!!!” คือไอ้เรามันคนประเภททำอะไรแล้วไม่ได้ดีสักอย่าง แต่จะเปล่งปลั่งเฉิดฉายเวลาทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมกันน่ะ ฮั่นแน่! อย่างกับปฏิบัติธรรมซะงั้น มาเพ่งพิจารณาชีวิตดูแล้ว เออว่ะ คนเรามันไม่เหมือนกันจริงๆ คนบางใครเกิดมาเพื่อเป็น Specialist ทางด้านใดด้านหนึ่งจริงๆ เก่งโคตรๆ ลึกโคตรๆ มาจากการทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดให้กับเรื่องที่เขาจริงจัง ผมชื่นชมคนประเภท ‘เต่า’ แบบนี้นะ ความมุ่งมั่นตั้งใจมันสุดดี นับถือ แต่มันไม่ใช่แนวของผมจริงๆ ผมนี่มันเป็นพวก ‘กระต่าย’ ไม่ลึก แต่กว้างมาก แวะเล่นแวะเที่ยวไปเรื่อย มองภาพรวมได้ เห็นภาพจากมุมกว้าง เห็นได้จากหลายมิติ และแล้วโลกใบนี้ก็เลยไม่ใช่นิทานอีสป เพราะมันต้องการทั้งเต่าและกระต่าย คนทั้งสองประเภท ลึก และกว้าง จึงต้องมาช่วยกันสร้างอะไรที่มันสมบูรณ์ไง อ้าวเฮ้ย! เขียนไปเขียนมาทำไมมันมาลงเป็นปรัชญาซะขนาดนี้ฟะ! (เสียใจ แต่ไม่ขอโทษ 555)

 

DUATHLON
    

เอาเป็นว่าการเล่นทวิกีฬา เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้หลงใหลการออกกำลังกาย และชอบความท้าทายใหม่ๆ ก็แล้วกันนะครับ ถ้าใครที่คิดจะเล่นกีฬาแนวนี้ ผมมีคำแนะนำให้ครับ

  1. ทำแบบปกติให้ได้ก่อน : เช่น ปั่นจักรยาน 40 กิโลเมตรให้ได้เป็นเรื่องปกติก่อน หรือจะซ้อมเป็นสูตร 1:3 เลยก็ได้ (แข่ง 40 ซ้อม 120) ทำให้ได้ ทำให้ชิน วิ่ง 10 กิโลเมตรให้มันเป็นเรื่องปกติให้ได้ หรือถ้าได้มากกว่านี้ก็ยิ่งดี ส่วนจะบ่อยแค่ไหนก็ไปบริหารตารางเวลา ตารางชีวิตกันตามสะดวกเลยเน่อ
  2. เอามารวมกันห่างๆ : นี่ล่ะหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ เพราะการเล่นทวิกีฬา (หรือไตรกีฬา) มันคือการรวมเอากีฬาหลายชนิดมาเล่นด้วยกัน ป่วยการถ้าปั่นได้แต่วิ่งต่อไม่ได้ หรือแค่วิ่งเร็วแล้วไม่สามารถปั่นจักรยานต่อได้ ดังนั้น หลังจากที่ทำแบบปกติ (ข้อ 1) ได้แล้ว ผมเสนอให้เอามารวมกันในวันเดียว แต่อย่าเพิ่งเอามาติดกันนะ เดี๋ยวพัง 555 เช่น วันนี้วิ่ง พรุ่งนี้ปั่น สลับกันไปเรื่อยๆ พอเริ่มชินแล้ว (อาจใช้เวลาหลายเดือน อย่าใจร้อน เจ็บแล้วไม่คุ้ม!) ค่อยเอามาไว้ในวันเดียวกัน วันนี้เช้าปั่นจักรยาน เย็นวิ่ง พรุ่งนี้พัก มะรืนเช้าวิ่ง เย็นปั่นจักรยาน อะไรประมาณนี้ (ถ้าเล่นไตรก็เอาว่ายน้ำเข้ามาสลับด้วย) จนเริ่มคุ้นชินกับมัน แน่นอนว่าช่วงนี้ Performance ของจักรยานและการวิ่งจะลดลงมาบ้าง อย่าตกใจ ประสบการณ์ตรงครับ ช่วงที่เริ่มเอาจักรยานกับวิ่งมาผสมกัน เวลาไปออกทริปจักรยาน การปั่นของเราจะดรอปลงมานิดนึง ต้องอดทนกับเสียงศัตรูที่หยามเหยียดในสังคมออนไลน์ (อิอิ) แต่ถ้าพ้นช่วงนี้ไปก็สบาย ใครว่าเราปั่นจักรยานกระจอกให้ท้ามันมาวิ่ง ใครว่าเราวิ่งหน่อมให้ท้ามันปั่นจักรยาน ใครว่าเราปั่นจักรยานและวิ่งห่วยให้ Unfriend และ Block มันไปเลย 5555
  3. เอามาติดกัน : วิ่งแล้วปั่น, ปั่นแล้ววิ่ง, วิ่งปั่นวิ่ง, ปั่นวิ่งปั่น สลับไปมา สร้างความหลากหลายให้ชิน อาจเริ่มจากระยะสั้นๆ ก่อน แล้วค่อยเพิ่มเป็นระยะไกลขึ้นตามที่จะไหว ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนชิน
  4. ระเบิดพลัง!! : พอเริ่มชินกับการเล่นกีฬาหลายชนิดต่อกันแล้ว ก็เริ่มพัฒนาระยะทาง และระยะเวลาให้มากขึ้น จนถึงระยะที่จะแข่ง หรือระยะที่พอใจ ก็แล้วแต่เป้าหมายแต่ละคน เสร็จแล้วก็ลองระเบิดพลังดูเลยครับ จะลองเองคนเดียว, ชวนเพื่อนในกลุ่ม หรือหาโอกาสไปลองในงานแข่งก็ได้ เพื่อวัดขีดความสามารถของตัวเอง เอาไว้ใช้อ้างอิงในการฝึกซ้อม หรือถากถางชาวบ้านก็แล้วแต่ 555
  5. อุปกรณ์ : การวางแผนจัดเตรียมอุปกรณ์สำคัญมาก อย่าลืมว่าเรากำลังจะทำหลายอย่าง เตรียมของดีๆ ทำเช็คลิสต์ไว้ก็ดีนะ ชัวร์ดี เจอมาแล้ว เพื่อนผมเอง มาถึงสนามแข่งใส่มาแต่รองเท้าวิ่ง ดันลืมรองเท้าจักรยาน นักจักรยานนึกออกนะครับว่าการกลับไปใส่รองเท้าผ้าใบปั่นจักรยานน่ะมันนรกแค่ไหน 555 ชุดวิ่งกับชุดปั่นเป็นชุดเดียวกันมั้ย? เปลี่ยนเสื้อ? เจลเพิ่มพลังจะพกไปยังไง? น้ำ? กระติกน้ำจักรยาน 2 อันจะใส่น้ำอะไรบ้าง? ตอนวิ่งจะกินน้ำยังไง? ยืม Aero Bar เพื่อนมาใส่จะฟิตติ้งยังไง? ทำความคุ้นเคยกับการทรงตัวยังไง? ต้องใช้ล้อขอบสูงมั้ย? ถ้าต้องซื้อล้อใหม่จะบอกเมียยังไง? หรือต้องซื้อจักรยานให้เมียคันนึง แสร้งทำเป็นห่วงใยอยากให้เมียออกกำลังกาย แต่จริงๆ แล้วเป็นแค่แผนในการระบายอะไหล่จากรถเรา?!!! แฮ่!
  6. เรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากกีฬา : แต่โคตรสำคัญ เช่น การพัก หมายถึงวันพัก (สัปดาห์ละวันหรือสองวัน), การนอนหลับ (ขุมพลังที่สำคัญที่สุดของชีวิต), การกินอาหาร, การวางแผนตารางเวลา ในกรณีที่จะซ้อมอย่างจริงจัง หรือกรณีที่จะลงแข่งขัน
  7. การสร้างภาพ : เรื่องนี้เรื่องใหญ่พอๆ กับการออกกำลังเลยล่ะ... เถียงสิว่าไม่จริง! จะถ่ายรูปยังไง? เซลฟี่มุมไหน? ต้องพกขาตั้งกล้องจิ๋วไปมั้ย? Collage ภาพยังไง? ให้กิจกรรมอันหลากหลายของเราออกมาดูยิ่งใหญ่ โคตรเท่ โคตรเจ๋ง เพราะต่อจากนี้ เราไม่ใช่คนทำอะไรอย่างเดียวแล้ว ใช่ว่าจะโพสต์รูปปั่นจักรยานอย่างเดียวเหมือนเมื่อก่อนได้ซะที่ไหนล่ะ จะโชว์เวลา โชว์ Performance ยังไง? ยิ่งถ้าไปร่วม Event แล้วเจอ Photo Backdrop จะถ่ายท่าไหน? วิ่ง/ปั่นผ่านตากล้องจะทำท่าอะไร? ซื้อรูปตากล้องเลยมั้ย? หรือรีโพสต์ฟรีๆ (ไม่ยอมลงทุน) แบบคาดลายน้ำไปดื้อๆ เลย? จะเขียน Caption ว่ายังไง? จะติด Hashtag อะไรบ้าง? จะอวดโอ่สังคมออนไลน์ได้ยังไง?

DUATHLON

 

DUATHLON

 

สุดท้ายนี้ ขอให้สนุกกับการเล่นกีฬาหลายๆ อย่างนะครับ 

แล้วพบกันฉบับหน้า... สวัสดีครับ

 

เรื่อง : acidslapper  

ภาพ : Cheez Photo

Profile picture for user HIPTHAILAND

HIP THAILAND

Online Contents & Free Copy Monthly Magazine from Chiang Mai