Skip to main content

คุณอยู่สายไหน? TRAINING SKILL TREE by อาเหลียง

27

ช่วงนี้เทรนด์การวิ่งกำลังมาแรงเป็นอย่างมาก เรียกว่าเกิดกระแส Running Boom มาเป็นระลอกๆ ยิ่งหลังจากพี่ตูนออกมาวิ่งจากใต้สุดไปเหนือสุดของประเทศไทย ยิ่งทำให้คนไทยเราหันมารักสุขภาพกันมากขึ้นไปอีก สังเกตได้ง่ายๆ จากงานวิ่งที่ปัจจุบันรับสมัครไม่นานก็เต็มเร็วมาก บางงานเปิดมาไม่กี่ชั่วโมงคนก็เต็มแล้ว เรียกว่ากระแสแรง คนติดตามพอๆ กับละครบุพเพสันนิวาสเลยทีเดียว

 

ส่วนการปั่นจักรยานก็ไม่แพ้กัน ทุกๆ เช้าวันหยุดเราจะเห็นจักรยานสีสันฉูดฉาดวิ่งปราดไปตามท้องถนนเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ทั่วทั้งเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแม่วาง ดอยสุเทพ แม่ริม สะเมิง เราจะเห็นกลุ่มจักรยานอยู่ทั่วทั้งจังหวัดเต็มไปหมด

 

หรือถึงเราจะหนีไปตามสระว่ายน้ำก็เช่นเดียวกัน เพราะเราก็จะเจอนักว่ายน้ำซึ่งมาออกกำลังกายกันอย่างสนุกสนานเต็มสระ บ้างก็มาคลายร้อน บ้างก็มาซ้อมเอาเหงื่อเอาแรง

 

แต่หารู้ไม่ว่ากิจกรรมกีฬาที่ทุกๆ คนทำกันเนี่ย มันมีหลายรูปแบบเหมือนกันนะ หลายๆ คนเข้าใจว่ามีแต่งานวิ่งเพียงอย่างเดียว แต่รู้ไหมว่า แค่งานวิ่งเนี่ยก็สามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภทได้อยู่เหมือนกัน วันนี้เราจึงจะขอพาทุกท่านไปดูกันว่า กิจกรรมกีฬายอดฮิตประจำสุดสัปดาห์ของบ้านเรานั้น แบ่งออกเป็นประเภทอะไรได้บ้าง และทักษะของเราแต่ละคนจะสามารถต่อยอดไปได้ถึงขั้นไหน ว่าแล้วเราก็ไปดูกันเลยดีกว่า

 

TRAINING SKILL TREE

 

0. Novice

สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้เริ่มต้นอะไร และยังตัดสินใจอยู่ว่าจะเริ่มออกกำลังกายไปในเส้นทางไหน เรามีตัวเลือกให้ท่านตัดสินใจได้ไม่ยาก จากกีฬาง่ายๆ 3 ประเภทนี้

1. Running

เป็นกีฬาที่ง่ายที่สุด แค่เปลี่ยนชุดเป็นกางเกงขาสั้นกับเสื้อสบายๆ รองเท้าอีกคู่ ก็ออกไปโลดแล่นให้เหงื่อท่วมกันได้แล้ว

2. Cycling

เป็นกีฬาที่ต้องมีต้นทุนเป็นจักรยานสักคัน แล้วคุณจะรู้สึกฟินกับความเร็วที่กำลังพอดี ไม่เร็วมากไป ได้สัมผัสอาการลมตีหน้า และชมวิวสวยงามตลอดข้างทางแบบฟินๆ

3. Swimming

  • กีฬาทางน้ำเป็นกีฬาที่สามารถทำให้รู้สึกผ่อนคลายและเหนื่อยได้ภายในตัวมันเอง หนีอากาศร้อนมาว่ายน้ำ ก็ได้ความฟินไปพอๆ กัน

-------------------------------

หลังจากคุณเลือกสายที่จะไปได้แล้ว ก็จะสามารถต่อยอดไปกีฬาต่างๆ กันได้อีกตามนี้

ถ้าคุณเลือกที่จะมา ‘สายวิ่ง’ (ข้อ 1) จะแบ่งคร่าวๆ ได้ดังนี้ (เอาแค่ประเภทหลักนะ ยังไม่มีสายย่อย ซึ่งจะพูดอีกทีในโอกาสหน้า)

1.1. Running Level 1 : นักวิ่งระดับเริ่มต้น

เพิ่งหัดวิ่ง วิ่งเตาะแตะ ยังไม่รู้เบสิกของการวิ่งเท่าไหร่ วิ่งเพื่อออกกำลังกายไปวันๆ แค่เหงื่อออกเป็นใช้ได้แล้ว รองเท้ารองเทิ้วไม่ต้องไปสนใจ นันยางก็ใส่วิ่ง แล้วจะทำไมกับฉัน ?

1.2. Running Level 2 : นักวิ่งออกงาน

อัพเกรดกันอีกสักหน่อย เป็นนักวิ่งที่เริ่มออกงานวิ่ง สนุกกับการวิ่งมินิปลายสัปดาห์ เรื่องเวลาอาจจะยังไม่สำคัญ แต่ก็เริ่มมีการซ้อมอย่างมีแบบแผน มีตารางบ้างแล้ว

1.3. Running Level 3 : นักวิ่งมาราธอน

ผ่านการฝึกซ้อมอย่างเป็นระบบ บ้างก็ใช้ใจวิ่ง เริ่มวิ่งระยะยาวได้ และเริ่มออกตระเวนวิ่งไปทั่วประเทศไทย หรือลามปามไปทั่วโลกเพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ เสพติดบรรยากาศการวิ่งอันแสนสนุกสนาน (แต่ประเภทใช้ใจวิ่ง วิ่งได้ระดับนี้เสร็จ อาจจะลดลงไปเป็น Running Level 2)

1.4. Running Level 4 : นักวิ่งล่ารางวัล

กว่าจะถึงขั้นนี้ มีทั้งผู้ที่มีพรสวรรค์และผู้ที่มีพรแสวง ซ้อมอย่างหนัก และพัฒนาตัวเองอย่างมีระบบ ทำให้ความเร็วฝีเท้าอยู่ในระดับที่สามารถฟาดฟันถ้วยรางวัลตามงานต่างๆ ได้

1.5. Running Level 2 + ความอึด = Trail Running Level 1 : นักวิ่งสายธรรมชาติ

นักวิ่งระดับ 2 ที่ไม่ได้ชอบความเร็วหรือถนนมากนัก อาจหันไปเข้าป่าเข้าเขาแทน เชื่อว่าสำหรับบางท่าน ภูเขาและป่าไม้จะเยียวยาทุกสิ่งได้ ดังนั้นการวิ่งเข้าป่าที่ใช้เวลานานกว่าวิ่งถนนธรรมดา และวิวสวยๆ ระหว่างทางการแข่งขันอาจเป็นทางออกของท่าน

1.6. Trail Running Level 2 (Ultra Trail) : นักวิ่งอัลตร้า

หากวิ่งแค่ 42 กิโลเมตรไม่ใช่ทางออกของคุณ ลองวิ่งมากกว่านั้นดู และยิ่งถ้าชอบเข้าป่าเข้าเขา งานอัลตร้าเทรล เป็นทางออกของคุณแน่นอน ชอบปีนเขามากใช่ไหม? ชอบวิวสวยๆ ใช่ไหม? ชอบวิ่งมากใช่ไหม? เอาไปเลย วิ่งในป่ากันสองวันสองคืน แล้วเจอกันที่เส้นชัยนะจ๊ะ

 

                มาดู ‘สายปั่น’ (ข้อ 2) กันบ้างดีกว่าว่ามีประเภทอะไรบ้าง

2.1. Bike Level 1 : จักรยานขี่เอง

                เพิ่งเริ่มปั่นใหม่ จักรยานอะไรก็ได้ ขอให้ได้ปั่นออกกำลังกาย คงเป็นคติพจน์ของสายปั่นมือใหม่เกือบทุกคน แต่หารู้ไม่ ถ้าหากคุณเริ่มชอบใจในการปั่นจักรยานทุกปลายสัปดาห์ จากวันอาทิตย์อันแสนสงบสำหรับพักผ่อน จะกลายเป็นวันที่เหนื่อยที่สุดในสัปดาห์ของคุณ และที่น่าแปลกคือ คุณยินดีที่จะเหนื่อยไปกับมัน และรถคันเดียวของคุณกำลังจะงอกได้

2.2. Bike Level 2 : จักรยานกลายร่าง

                สังเกตตัวเองได้ว่า ถ้าคุณมีจักรยานมากกว่า 1 คัน นั่นแสดงว่าคุณมาถึงการเป็นนักปั่นระดับสองแล้ว คุณจะเริ่มมีการแต่งรถตัวเอง มีล้อหลายคู่ หนักที่สุดคือมีรถหลายคัน รถรุ่นใหม่ต้องมา เริ่มมีความคันอยากจะเปลี่ยนรถเป็นว่าเล่น สำหรับการปั่น คุณก็จะเริ่มออกปั่นยาวขึ้นเรื่อยๆ ร้านกาแฟแถวบ้านคุณจะเริ่มไม่เป็นที่โปรดปราน ทั้งๆ ที่รสชาติอร่อยที่สุดแล้ว ต้องไปกินไกลๆ หนักๆ ก็เป็นร้อยกิโล สำหรับชาวเชียงใหม่ ง่ายๆ เลยก็ ขาหมูช้างเผือกมีไม่กิน ต้องไปกินขาหมูเชียงดาว เป็นต้น

2.3. Bike Level 3.1 : The MTB ข้าคือราชาเสือภูเขา!

สายนี้จะเป็นสายทางเลือกของนักปั่นระดับสอง หลายๆ คนจะชอบเสือภูเขากัน เนื่องด้วยเป็นรถที่สามารถขับขึ้นเขาได้ง่าย ปั่นง่าย ปลอดภัย แต่จะหนักไปนิด สำหรับคนชอบสายลุย ก็จะมาต่อกันกับสาย MTB นี่แหละ ไปได้ทุกที ไปได้ทุกทาง ไม่หวั่นแม้วันมามาก!!!

2.4. Bike Level 3.2 : The Road Bike เสือหมอบเจ้าถนน!

สายนี้สำหรับผู้ชื่นชอบความเบาของรถ และความเร็วที่ตัวรถทำได้ หรือบางคนก็ติดใจที่แฮนด์มันเป็นงวงช้างลงมาแค่นั้นแหละ รถประเภทนี้จะเบาและทำความเร็วได้สูง บางคนกดไป 40 - 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมงต่อเนื่องได้แบบสบายๆ ดังนั้นใครชอบความเร็ว ก็จะแตกสายมาเป็นนักปั่นเสือหมอบซะเป็นส่วนใหญ่

2.5. Bike Level 3.3 : The Time Trial หนทางสู่ไตรกีฬา

สายนี้พบน้อยมากในนักปั่น เพราะส่วนใหญ่ผู้ที่มาสายนี้จะเป็นผู้ที่เตรียมตัวไปไตรกีฬา เพราะไตรกีฬาจะต้องปั่นเดี่ยวซะเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นการใช้รถประเภทนี้ จะช่วยในการปั่นแช่ความเร็วด้วยตัวเองได้มาก (ไตรกีฬามีกฎห้ามหมกกัน) แต่ถ้าพบเห็นใครใช้รถประเภทนี้ พึงระลึกไว้เลยว่า ไอ้หมอนี่แหละ เตรียมไปไตรแล้ว...

 

                มาถึงสายหลักสุดท้าย คือ ‘สายว่าย’ (ข้อ 3)

3.1. Swimming Level 1 : ว่ายเปาะแปะคลายร้อน

นักว่ายน้ำส่วนใหญ่ ถ้าไม่ได้เป็นนักกีฬาอยู่แล้ว ก็จะมาว่ายน้ำคลายเส้น บ้างก็มาคลายร้อน บ้างก็มาดูสาว แต่ถ้าเห็นใครเริ่มว่ายสระห้าสิบเมตรแล้วพักทุกๆ ขอบสระ นั่นล่ะคือนักว่ายน้ำระดับแรก

3.2. Swimming Level 2 : ฉลามบก

เริ่มมีการว่ายอย่างต่อเนื่อง และเริ่มมีความคึกที่จะว่ายยาวๆ แล้วอวดลงสตราว่าหรือเอนโดมอนโดให้เพื่อนๆ หรือสาวๆ ชื่นชมในโซเชียลเบาๆ หรือสายไหนที่ไม่เล่นโซเชียล ก็อาจจะมีไปลงรายการว่ายน้ำบ้างเป็นบางคราว หรือดิบๆ หน่อยก็ไปว่ายข้ามเกาะกันเลยทีเดียว

 

และสุดท้าย สำหรับผู้ที่แตกฉานในกีฬาทั้งสามประเภท โดยมีสกิลตั้งแต่ นักวิ่งระดับ 2, นักปั่นระดับ 3.3 และ นักว่ายระดับ 2 ขึ้นไป เขาหรือเธอผู้นั้น จะสามารถเข้าสู่คลาสพิเศษที่เรียกว่า ‘สายไตร’ ได้

4.1. Triathlon Level 1 : นักไตรมาแล้ว

นักไตรในระดับนี้ ส่วนใหญ่จะเวียนว่ายกันอยู่ในระยะ Standard หรือเรียกกันอีกอย่างว่าระยะ Olympic ซึ่งจะแบ่งเป็น ว่ายน้ำ 1.5 กิโลเมตร, ปั่นจักรยาน 40 กิโลเมตร และวิ่งอีก 10 กิโลเมตร และอีกระยะหนึ่งคือระยะที่เรียกว่า Sprint ซึ่งการแข่งขันจะสั้นลงกว่านี้อีก เรียกว่าเป็นระยะยอดฮิตยอดนิยมสำหรับนักไตรทุกๆ ท่าน หากใครมาถึงระดับนี้ก็ขอแสดงความยินดีด้วย คุณถลำลึกมาได้ในระดับหนึ่งแล้ว และแน่นอนว่า คุณคงไม่พลาดที่จะมองไปยังเป้าหมายต่อไปแน่ๆ

4.2. Triathlon Level 2 : Road To Ironman

หรือที่เรียกว่าหนทางสู่ไอรอนแมน ก็คือ แค่คุณคิดจะไป คุณก็ถอนตัวไม่ได้แล้ว คุณจะซ้อมอย่างเอาจริงเอาจังเป็นว่าเล่น เพื่อที่จะพิชิตสนามแข่งขัน Ironman หรือ Challenge ที่เป็นการแข่งไตรกีฬาระยะเต็ม (ว่าย 3.8 กิโลเมตร, ปั่น จักรยาน 180 กิโลเมตร และวิ่ง 42 กิโลเมตร) ให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิตอย่างเป็นทางการ คุณจะรู้จักการ Dedicate ทุกอย่างในตัวของคุณเอง เพื่อที่จะเอาชนะตัวเองจนถึงจุดนี้ให้ได้ คนที่มาถึงจุดๆ นี้ได้มีอยู่สองอย่างครับ คือไม่เป็นคนที่มีความพยายามมากๆ ก็ต้องเป็นคนที่บ้าสุดๆ ครับ แต่อย่างไรก็ตาม ใครที่มาถึงจุดๆ นี้ได้ ผมก็ขอแสดงความยินดีด้วย เพราะคุณไม่ธรรมดาจริงๆ ครับ

 

จริงๆ แล้วสี่ประเภทกีฬานี้ ยังนับว่าเป็นประเภทหลักๆ เท่านั้นเอง จริงๆ แล้วมันยังมีมากกว่านี้อีก โอกาสหน้าเราจะมานำเสนอให้ผู้อ่านได้อ่านกันอีกครับผม

 

แล้วคุณล่ะ ตอนนี้อยู่สายไหน ระดับไหนแล้ว?

Profile picture for user Sillawat512

Sillawat Sathorn

ใครๆเรียกผมว่า 'อาเหลียง' สามารถเจอได้งานวิ่งหรือบางทีอาจจะเห็นผมนั่งจิบกาแฟหล่อๆซักแห่งก็เดินเข้ามาทักทายได้ ถ้าหากใครมีปัญหา สงสัยเกี่ยวกับการแข่งขันไตรกีฬาหรือวิ่ง สามารถสอบถามมาได้ที่อีเมล์ Sillawat512@gmail.com หรือ Facebook : Sillawat Sathorn ได้เลยนะครับ ยินดีให้คำแนะนำครับผม 😊