Skip to main content

STY 2018 : Ultra Trail Mt. Fuji ชุดวิ่ง ชุดเที่ยว ชุดเดียวกัน

162
sty

 

หากพูดถึงงานวิ่งที่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว หลายๆ ท่านก็จะนึกถึง โตเกียวมาราธอน, เกียวโตมาราธอน หรือ โอซาก้ามาราธอน เป็นต้น ซึ่งนอกจากงานวิ่งทางถนนแล้ว ที่ญี่ปุ่นยังมีงานวิ่งเทรลอีกหลายงาน แต่งานที่เป็นที่รู้จักของบรรดานักวิ่งเทรลทั่วโลกนั้น เห็นจะไม่พ้นงาน Ultra Trail Mt. Fuji หรือ UTMF ซึ่งเป็นงานหนึ่งในซีรีส์ของ Ultra Trail World Tour

 

sty1

 

ตัวผมเองชอบการวิ่งมาก และจะค้นหาประสบการณ์วิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอด ทั้งงานวิ่งทางถนนและงานวิ่งเทรล โดยมีความฝันว่าในชีวิตนี้จะต้องไปร่วมงานวิ่งที่ต่างประเทศให้ได้ซักงาน และประเทศที่เลือกก็คือญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่ผมไปบ่อยที่สุดแต่ก็ยังไม่เคยเบื่อเลย โดยสนามแรกที่ใฝ่ฝันว่าอยากจะไปร่วมงานให้ได้คือโตเกียวมาราธอน แต่ด้วยจำนวนนักวิ่งที่เพิ่มขึ้น อัตราการแข่งขันในการจับ Lotto ก็ยิ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ผมพลาดการได้สิทธิเข้าร่วมงานนี้ไป 2 ปีติดต่อกัน แต่นั่นก็ไม่ทำให้ผมล้มเลิกความตั้งใจที่จะไปวิ่งที่ญี่ปุ่นแต่อย่างใด เพราะผมได้ยินข่าวมาว่า งานวิ่งเทรลใหญ่ของญี่ปุ่นจะกลับมาจัดอีกครั้งในปี 2018 ซึ่งในเว็บไซต์ได้ประกาศไว้ว่า จะประกาศรับสมัครในวันที่ 16 ตุลาคม 2017 

 

 

sty2

 

UTMF คืออะไร?

 

ประวัติการจัดงาน UTMF คร่าวๆ ก็คือ เริ่มจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2012 ช่วงเดือนพฤษภาคม โดยเส้นทางจะมีสองระยะ คือ UTMF 156 กิโลเมตร รอบภูเขาไฟฟูจิ และ STY (Shizuoka to Yamanashi) 82 กิโลเมตร วิ่งสวนทางกับ UTMF ในแนวตามเข็มนาฬิกา เมื่อจบการแข่งขันแล้วพบว่าช่วงที่จัดงานไปตรงกับช่วงนกทำรัง ซึ่งชาวญี่ปุ่นเขาจะให้ความสำคัญกับธรรมชาติมาก ทำให้ในปี 2013 จึงเลื่อนมาจัดงานให้เร็วขึ้นเป็นในช่วงเดือนเมษายน แต่หลังจากจัดงานในปีนั้นจบลง ก็พบว่าอากาศที่หนาวเย็นของเดือนเมษายนสร้างความลำบากให้กับนักวิ่งและอาสาสมัครที่มาให้บริการ ในปี 2014 จึงเปลี่ยนเวลาแข่งขันไปช่วงเดือนกันยายนแทน จนกระทั่งในปี 2016 เดือนกันยายน ประเทศญี่ปุ่นมีพายุไต้ฝุ่นเข้า ทำให้ต้องยกเลิกการแข่งขันกลางคัน ส่งผลให้ปี 2017 ไม่มีการจัดการแข่งขัน 

 

ต่อมาในปี 2018 ทางผู้จัดงานได้ประกาศว่าจะกลับมาจัดการแข่งขันอีกครั้ง โดยเลือกช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายนเพื่อหลีกเลี่ยงพายุไต้ฝุ่น และได้ประกาศเส้นทางใหม่ไปพร้อมๆ กัน โดยที่ UTMF มีระยะ 168 กิโลเมตร ส่วน STY มีระยะ 92 กิโลเมตร โดยเส้นทางวิ่งนั้นจะวิ่งตามเข็มนาฬิกาจาก Kodomo-no-kuni ไปเข้าเส้นชัยที่ Kawaguchiko ทั้งสองระยะทาง ต่างกันที่ UTMF จะวิ่งผ่านเส้นชัยไปอ้อมเขาอีกหลายลูกเพื่อกลับมาเข้าเส้นชัย ไม่ได้วิ่งรอบภูเขาไฟฟูจิ เหมือนปีก่อนๆ

 

sty3

 

การสมัคร

 

การรับสมัครของงาน UTMF ในปี 2018 นั้น จะใช้แต้ม International Trail Running Association หรือ ITRA เพื่อคัดเลือกคุณสมบัติเบื้องต้นของนักวิ่ง โดยงาน UTMF (Ultra-Trail Mt. Fuji) ใช้แต้มอย่างน้อย 12 แต้ม จาก 3 การแข่งขัน ส่วนงาน STY (Shizuoka to Yamanashi) ใช้แต้มอย่างน้อย 5 แต้ม จาก 2 การแข่งขัน และการสมัครจะพิจารณาแบบ First Come, First Served (สมัครก่อนมีสิทธิ์ก่อน) ดังนั้นในการสมัครผมเองก็ต้องเตรียมพร้อมทุกอย่าง ทั้งข้อมูลส่วนตัว และข้อมูลงานแข่งที่มีแต้ม ITRA เอาไว้กรอกข้อมูล ซึ่งต้องไวครับ เพราะงานวิ่งสมัยนี้ แป๊บๆ เต็มตลอด 

 

sty4

 

สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากคือการกรอกข้อมูลงานแข่งที่มีแต้ม ITRA เพราะต้องกรอกข้อมูลชื่อรายการแข่งขันเป็นภาษาอังกฤษ ให้ตรงกับที่ปรากฏในเว็ป ITRA ครับ กรอกให้ถูกต้องครบถ้วน พร้อมกับต้องเตรียมหมายเลข BIB ของงานนั้นๆ เพื่อเอาไว้ยืนยันอีกทีครับ ในส่วนของผมใช้งาน CM6 ระยะ 70 กิโลเมตร จำนวน 4 แต้ม และโป่งแยงเทรล ปี 2016 (สามารถใช้แต้มย้อนหลังได้ 3 ปี) จำนวน 2 แต้ม เพื่อยื่นสมัคร จากนั้นช่วงเดือนพฤศจิกายนก็จะมีอีเมลตอบรับกลับมาว่า ให้เตรียมจ่ายเงินค่าสมัครภายในเดือนธันวาคม 2017 โดยค่าสมัครของงาน UTMF ราคา 36,000 เยน และงาน STY ราคา 24,000 เยน (รายละเอียดเกี่ยวกับการสมัคร ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ www.ultratrailmtfuji.com/en/about/information/)  

 

 

sty6

 

กฎของสนามและอุปกรณ์บังคับ

 

UTMF และ STY 2018 นั้นมีกฎมากมายที่นักวิ่งต้องศึกษาให้ดีก่อนที่จะทำการสมัครครับ เพราะสนามนี้ไม่อนุญาตให้ใช้ Trekking Pole ในการแข่งขัน ไม่ให้ปัสสาวะข้างทาง และต้องพกอุปกรณ์บังคับทุกรายการไปด้วยตลอดการแข่งขัน โดยกำหนดไว้ว่าน้ำหนักที่พกต้องมีอย่างน้อย 2 กิโลกรัม เมื่อออกจากจุดสตาร์ทหรือออกจาก Aid Station และระหว่างวิ่งให้เหลือ 1 กิโลกรัมได้ โดยที่ระหว่างวิ่งนั้นอาจมีการสุ่มตรวจอุปกรณ์บังคับตามจุด Aid Station หากนักวิ่งไม่มีอุปกรณ์บังคับมาแสดง ก็จะอาจจะถูกให้ออกจากการแข่งขันได้ 

 

สำหรับรายการของอุปกรณ์บังคับนั้นมีดังต่อไปนี้ 

1. แผนที่รายละเอียดของงานที่ต้องปรินต์ไป อยู่ในมือถือไม่ได้ 

2. โทรศัพท์ที่สามารถรับสาย หรือข้อความในประเทศญี่ปุ่นได้ 

3. แก้วส่วนตัว สำหรับดื่มโค้ก หรือเกลือแร่ตาม Aid Station 

4. น้ำจำนวน 1 ลิตร 

5. ไฟฉายพร้อมแบตเตอรี่เสริม อย่างละสองชุด 

6. อาหาร 

7. ไฟกะพริบ เอาไว้ติดเป้ด้านหลังเพื่อสะท้อนให้รถหรือคนอื่นได้เห็น 

8. ผ้าห่มฉุกเฉิน ขนาดไม่น้อยกว่า 130 x 200 เซ็นติเมตร 

9. นกหวีด 

10. เทปกาว ขนาดไม่น้อยกว่า 80 x 3 เซนติเมตร 

11. ถุงปัสสาวะแบบพกพา 

12. เสื้อและกางเกงกันฝน 

13. เสื้อแขนยาว 

14. กางเกงขายาว 

15. ถุงมือ 

16. หมวกกันหนาว 

17. ชุดปฐมพยาบาล 

18. เอกสารประกันชีวิตสำหรับนักวิ่งต่างชาติ 

19. BIB 

20. เป้ที่เอาไว้พกอุปกรณ์บังคับไปได้ทั้งหมด

 

ซึ่งเวลาวิ่งจริงไม่จำเป็นต้องใส่อุปกรณ์ทั้งหมดนี้ก็ได้ครับ แต่ต้องพกไปเผื่อการสุ่มตรวจที่จุด Aid Station หากรายการไหนหาไม่ได้จริงๆ สามารถไปซื้อได้ที่ Expo ของงานครับ

 

 

sty7

 

การเตรียมตัว

 

ต่อไปจะพูดถึง STY เป็นหลักนะครับ โดยที่ข้อมูลการแข่งขันของ STY มีดังต่อไปนี้ครับ

- วันที่แข่งขัน 27 เมษายน 2018 

- ปล่อยตัว เวลา 12:00 น.

- ระยะทาง 92 กิโลเมตร

- ความชันสะสม 4,100 เมตร

- เวลาตัดตัว 20 ชั่วโมง

- จุดปล่อยตัว Fujisan Kodomo-no-Kuni, Fuji-shi, Shizuoka Prefecture

- เส้นชัย Ohike Kouen, Kawaguchiko, Fujikawaguchiko-cho, Yamanashi Prefecture

 

สืบเนื่องจากงานโป่งแยงเทรลที่เชียงใหม่ ผมได้ลงแข่งในระยะ 100 กิโลเมตรเป็นครั้งแรก และทำเวลาไป 22 ชั่วโมงโดยประมาณ ซึ่งสุ่มเสี่ยงกับการถูก Cut Off ของงาน STY มาก แถมตอนที่กรอกเวลาที่ต้องการจบในการสมัครนั้นก็ดันใส่ไป 18 ชั่วโมง 30 นาทีอีก ซึ่งหมายความว่าต้องวิ่งให้เร็วกว่าตอนโป่งแยงเทรล 

 

sty8

 

การเตรียมตัวของผมนั้น นอกจากจะเตรียมอุปกรณ์บังคับให้ครบแล้ว ยังต้องเตรียมพร้อมร่างกายตัวเองด้วย โดยการหาเวลาว่างทั้งหมดที่มีเอาไปซ้อมอย่างเดียวครับ เช่น เสาร์ - อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยสนามซ้อมของผมก็คือเส้นทางหลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผ่านวัดผาลาด ผ่านวัดพระธาตุดอยสุเทพ ไปที่เก้าอี้จุดชมวิวดอยปุย ลงไปหมู่บ้านขุนช่างเคี่ยน แล้วย้อนกลับทางเดิม ระยะทางรวมประมาณ 30 กิโลเมตร เกือบทุกอาทิตย์ โดยไปคนเดียวตลอด ไม่กล้าชวนใครครับ เพราะใช้เวลาค่อนข้างนาน เกรงใจคนอื่นๆ ครับ ส่วนวันทำงานผมก็หาเวลาว่าง ไม่ช่วงเช้าก็ช่วงเย็นครับ 

 

sty9

 

ผมเองก็ไม่ได้เก่งอะไรครับ อาศัยความขยันเอา ซ้อมให้หนักไว้ก่อน จนบางทีก็มีเจ็บบ้าง เช่นเจ็บที่อุ้งเท้า รู้สึกเหมือนมีกระดูกงอกออกมา ซ้อมจนข้อเท้าบวมก็มี จนสุดท้ายร่างกายก็เริ่มชิน อาการบาดเจ็บต่างๆ เริ่มหายไป ตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ซ้อมมาก็ลุยมาหมด ทั้งฝน ทั้งหนาว ทั้งร้อน ทั้งฝุ่นควันที่เชียงใหม่ นอกจากซ้อมวิ่งแล้วก็ต้องซ้อมการกินอาหารระหว่างทางด้วยครับ เพราะการวิ่งยาวๆ ไกลๆ หากไม่ทานอะไรเลย มีสิทธิ์หมดแรงและไปต่อไม่ไหวแน่ๆ ครับ ซึ่งผมก็วางแผนไว้ว่าจะทานเจลทุกชั่วโมง ไม่หิวก็ต้องทาน เลยพกเจลไปเยอะมากครับ ทั้งนี้ยิ่งใกล้แข่งก็ยังคงกังวลอยู่นิดๆ เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ในการแข่งขันจริง

 

 

sty10

 

วันรับ BIB

 

วันรับ BIB และตรวจสอบอุปกรณ์บังคับ สามารถทำได้ตั้งแต่สองวันก่อนการแข่งขัน และในวันแข่งขันก่อนการปล่อยตัวครับ โดยการรับ BIB เขาให้เตรียม QR Code ไม่ว่าจะปรินต์ไปหรือเป็นภาพในมือถือ มาให้เจ้าหน้าที่สแกน ก็จะได้ Race Kit เลยครับ ว่องไวมาก โดยใน Race Kit ก็จะมีเสื้อของงาน มี BIB 2 ใบ และ Time Chip ครับ 

 

sty11

 

เมื่อได้รับ Race Kit แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการตรวจอุปกรณ์บังคับครับ โดยจะมีถาดคล้ายๆ กับการตรวจ Security ที่สนามบิน ให้นักวิ่งทุกคนเอาของใส่ แล้วเข้าแถวเพื่อให้เจ้าหน้าที่เรียกตรวจครับ ในส่วนของผมที่เขาตรวจคืvแผนที่ มือถือ ไฟฉาย ผ้าห่มฉุกเฉิน เสื้อและกางเกงกันฝน (อันนี้เขาตรวจละเอียดหน่อยว่า มีรอยรั่วตามตะเข็บหรือไม่ กันน้ำได้จริงหรือไม่) หลังจากตรวจสอบอุปกรณ์บังคับผ่าน เจ้าหน้าที่ก็จะใส่ Wristband ให้เรา โดยของ STY ส่วนใหญ่จะได้สีชมพูหวานแหววเลยทีเดียว

 

 

sty12

 

จุด Start

 

ที่พักของผมนั้นอยู่ที่บริเวณเส้นชัย การที่จะไปจุดปล่อยตัวนั้นจะไม่มีระบบขนส่งสาธารณะไปถึงครับ ต้องขึ้นรถบัสของแพ็คเกจทัวร์ที่ผมซื้อไว้ ซึ่งเป็นแพ็คเกจที่ประกอบไปด้วยที่พักและรถขนส่งให้กับนักวิ่งและผู้ติดตามครับ หรือใครที่ไปเองจะเช่ารถก็ได้ครับ แต่ต้องปรินต์ตั๋วที่ผู้จัดงานส่งให้มาด้วยเพื่อจะได้จอดรถโดยไม่เสียเงินครับ การไปที่จุดปล่อยตัวจากจุดที่ผมพักนั้นใช้เวลานั่งรถประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งครับ

 

พอไปถึงจุดปล่อยตัวที่ Fujisan Kodomo-no-Kuni ตรงนี้ต้องปรินต์บัตรผ่านทาง ทั้งของนักวิ่งและผู้ติดตาม ที่ทางผู้จัดส่งให้มาด้วยครับ ถ้าใครลืมเอามาต้องจ่ายค่าผ่านทางเองครับ โดย Kodomo-no-Kuni ถ้าเข้าใจไม่ผิดมันเหมือนสวนที่พ่อแม่จะพาลูกๆ มาเที่ยวเล่นครับ โดยเขาจัดเป็นสวนสวยงาม มีพื้นที่ให้เด็กๆ วิ่งเล่น มีรูปปั้นตุ๊กตาน่ารักตลอดทาง ที่สำคัญมีวิวภูเขาไฟฟูจิให้เห็นชัดเจนมากๆ ด้วยนะเออ 

 

ที่จุดสตาร์ทเป็นบริเวณกว้างขวาง สามารถรองรับนักวิ่งทั้ง UTMF และ STY ได้พร้อมๆ กัน ประมาณ 2,500 คนได้ มี Expo หลายร้านค้า แต่ราคาเอาจริงๆ ก็ไม่ได้ถูกกว่าที่ไทยเท่าไหร่นะครับ เพียงแต่ลายมันจะแปลกๆ และแตกต่างออกไป มีร้านอาหารอร่อยๆ มาขายในงานด้วย อร่อยทุกอย่างโดยเฉพาะหมูย่างเกลือ อร่อยสุดๆ ผมและภรรยาพากันเก็บรูปบรรยากาศในงานมากมายครับ พอถึงเวลา 11:30 น. ก็เริ่มมีพิธีเปิดในส่วนของงาน UTMF ปี 2018 อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางอากาศที่เย็นสบาย ฟ้ามีเมฆนิดหน่อย แต่เห็นฟูจิชัดเจนมาก

 

 

sty13

 

 

จุด Start – A1 ช่วงทำเวลา

 

อย่างที่กฎของงานนี้ได้เขียนไว้ว่า ห้ามใช้ Treking Pole และห้ามฉี่ระหว่างทาง สิ่งที่ผมค่อนข้างกังวลเลยก็คือการปวดฉี่ เพราะอากาศค่อนข้างเย็นเลย ประมาณ 20 - 22 องศา เลยต้องวางแผนว่าต้องฉี่ที่ Aid Station เท่านั้น (ขี้เกียจแบกถุงฉี่ตัวเอง) เมื่อสัญญาณปล่อยตัวดังขึ้น ทุกคนก็ต่างพุ่งตัวออกไปตามเพซและแผนของตัวเองที่วางไว้ ออกตัวมาจะมีขึ้นเนินนิดๆ แต่ทุกคนวิ่งกันเร็วมากอย่างกับเป็นทางเรียบ ผมก็ค่อยๆ ไปกับเขาเพลินๆ มาดูนาฬิกา เพซ 4:53 เฮ้ย! นี่เขาจ๊อกอะไรกันฟะ เลยหาทางมุดออกไปริมๆ แล้วลดความเร็วลงอยู่ที่ เพซ 6 หน่อยๆ เพราะตามแผนที่วางไว้คือต้องเก็บ Margin เวลาช่วงนี้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะหลัง A1 ไปคือช่วงที่น่าจะยากที่สุดของเส้นทาง 

 

 

sty14

 

เส้นทางช่วงนี้ส่วนใหญ่จะเป็นถนนลูกรังสลับกับถนนดำ Down Hill ลงไปเรื่อยๆ แต่ก็มีเนินซึมๆ บ้างเพื่อไม่ให้เบื่อ Down Hill พอไปถึงจุดให้น้ำ 15 กิโลเมตรแรก ผมนี่รีบไปต่อแถวฉี่ก่อนเลยเพื่อความสบายใจ แหะๆ ออกจากจุดให้น้ำมาจะมีที่อ่าน Chip จากนั้นก็วิ่งไปเรื่อยๆ จะเป็นทางที่วิ่งตามแนวเสาไฟฟ้าแรงสูง ที่ทางส่วนใหญ่เป็นดินและหญ้าประกอบกัน แต่ก็มีร่องลึกให้หายเบื่อกันบ้าง คือเป็นร่องน้ำและดินดำสลับกันไป คนช่วงนี้ยังแน่นพอสมควร อีกทั้งเป็น Single Track เลยต้องขอทางเขาตลอด กลัวผิดแผนมาก เพราะแผนคือ ถึง A1 ไม่เกิน 2:45 ชั่วโมง เอาเข้าจริงทำเวลาไปที่ 2:08 ถ้าจำไม่ผิด ฮ่าๆ ก็เติมน้ำ กินกล้วย กินส้ม เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยเพื่อไปต่อ ซึ่งหารู้ไม่ว่าหนังชีวิตกำลังจะเริ่มต้นขึ้ต่อจากนี้แล้ว...

 

sty15

 

 

A1 – A2 ช่วงคัดกรอง

 

เป็นเส้นทางที่ตลอด 28 กิโลเมตร จะไม่มีจุดให้น้ำหรืออาหารใดๆ เลย และผมเตรียมใจไว้แล้วว่ายังไงก็ไม่สามารถจะทำเวลาอะไรได้เลย เพราะเป็นเส้นทางชันต่อเนื่อง และมีเขาให้ปีน 3 ยอด โดยที่โหดสุดก็น่าจะเป็นยอดแรก เพราะ Gain 800 เมตรใน 2 – 3 กิโลเมตร ซึ่งชันมาก ไต่กันยาวๆ นี่ถ้าใช้ Trekking Pole ได้นี่คือสบายเลย แต่ก็นะ มันใช้ไม่ได้ไง ทางขึ้นเป็นทางแบบเหมือนเลื้อยซิกแซกขึ้นเขาไปเรื่อยๆ เปรียบเทียบความรู้สึกตอนนั้นเหมือนเอา เส้น Pilgrim + Lastman + ม้านั่งดอยปุย มาบวกๆ กัน แล้วยาวไปเรื่อยๆ มีนักวิ่งหลายคนต้องนั่งพักตามโขดหินข้างทางบ้าง พิงตามต้นไม้บ้าง ส่วนผมก็เดินก้มหน้าไปเรื่อยๆ 

 

sty16

 

ยิ่งเดินขึ้นไปอากาศก็ยิ่งหนาวเย็นขึ้นเรื่อยๆ หมอกเริ่มก่อตัวหนามากขึ้น ความรู้สึกเหมือนอยู่ใน Silent Hill แบบหนาวๆ จนกระทั่งได้ยินเสียงกระดิ่งสวรรค์ ซึ่งเป็นจุดที่เป็นยอดเขาลูกแรกแล้ววววว หมอกลงหนามากกกก เราก็ไม่พักไงว่าจะเดินลง Down Hill ไปพักไป ที่ไหนได้!!!... ลงแบบทางลงดอยปุยไปขุนช่างเคี่ยนชันๆ แบบต่อเนื่องเลยจ้า ทางลื่นมาก รากไม้เยอะ หินแยะ ดินดำร่วนๆ บวกกับพวกนักวิ่งที่ลงมาเร็วๆ ต้องคอยหลบให้ ใช้เวลา Down Hill ไม่ต่างกับ Uphill เล้ย!!! แต่ก็นะ ยังมีเขาให้ปีนอยู่อีกสองยอด ค่อยๆ ไป 

 

sty17

 

ระหว่างทางไปยอดที่สองนั้นมันไม่ได้ขึ้นตลอด มีทั้งขึ้นทั้งลง ทำให้รู้สึกว่ายอดนี้ไม่ใกล้เว้ยเฮ้ย ใจคืออยากถึงยอดเร็วๆ ไง ขอขึ้นอย่างเดียวเลยได้มั้ย ระหว่างทางก็พยายามกินเจลทุกชั่วโมง จิบน้ำ ไม่ให้ขาดพลังงาน เดินเป็นซอมบี้ขึ้นดอยไปเรื่อยๆ กับเส้นทางที่มองได้ไกลสุดแค่ 50 เมตร เพราะหมอกหนามาก อากาศหนาวมาก ทางที่ใกล้ถึงยอด ทั้งชัน ทั้งลื่น ทั้งหิน จนต้องมีเชือกมาห้อยไว้ให้ ใครจะใช้ก็ใช้ ใครไม่ใช้ก็ช่าง ความชันช่วงนี้ก็ประมาณทางขึ้นดอยลังกาหลวง + ทางขึ้นน้ำตกหลวงพะเยา คือทั้งชัน ทั้งหิน ทั้งดินลื่น นักวิ่งหลายคนเริ่มออกไปนั่งข้างทางพักหายใจ พักนวดขาบ้าง ทุกคนหายใจออกมาเป็นควันหมด 

 

sty18

 

จนไปถึงยอดเขาที่สูงที่สุดใน Race นี้ เรียกว่ายอดเขา ‘น้องหมี’ ก่อนละกัน ดีใจมากกกก เพราะต่อไปจะเป็นขาลงยาวๆ แล้วววว แน่นอนครับ ลงยาวแบบดอยปุยไปขุนช่างเคี่ยนอีกแล้ววววว ชันมาก แถมติดเหวลึกอีก ดีที่หมอกลงไม่เห็นทางข้างล่างจึงไม่เสียวเท่าไหร่ แต่เขามีป้ายกะโหลกไขว้ติดไว้นะ คือลงไปก็อยู่กับรากไม้นั้นไปเถิด พอหลุดออกจากป่ามาก็เป็นทางถนนดำ ซึ่งพบว่าน้ำหมดเป้แล้ววววว ยังเหลืออีก 10 กิโลเมตรถึงจะไปถึง A2!! การขาดน้ำในอากาศหนาวนั้นไม่ได้ดีไปกว่าอากาศร้อนเท่าไหร่นัก เพราะปากแห้งเหมือนกัน แต่ที่โหดกว่าคือ มันทำให้ร่างกายชาและง่วง ผมฝืนวิ่งสลับเดินไปเรื่อยๆ บนเส้นถนนดำ ด้วยสภาพจิตใจที่ย่ำแย่มาก ทั้งหิวน้ำ หิว (ในเป้มีของกินแต่ติดคอแน่นอนถ้าไม่มีน้ำ) ใจคิดตลอดว่าจะรอดถึง A2 หรือเปล่า? จะเลิกมันซะตรงนี้มั้ย? ทุกๆ กิโลเมตรที่เดินสลับวิ่งไปมันทรมานมาก และเหมือนไม่ถึงที่หมายซักที... 

 

แต่เพราะความงก ความกดดัน และแรงเชียร์ของทุกคน ผมต้องไปต่อให้ได้เพราะกว่าจะมาถึงนี่ได้ ผ่านอะไรมาเยอะมากพอดู วิ่งมาก็เกินครึ่งทางแล้ว จะให้เลิกไปเลยก็เสียดาย เพราะนี่มันคือทริปส่งท้ายการวิ่งอัลตร้าเทรลของผมแล้ว สุดท้ายผมลากสังขารตัวเองมาถึง A2 จนได้ ที่เวลา 7:37 ชั่วโมง ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน ผู้นำ UTMF ก็มาถึงแล้ว!!! ทั้งที่ปล่อยตัวห่างกัน 3 ชั่วโมง!!! โหดมาก!! แล้วคนที่สองก็ตามมาอย่างรวดเร็ว ส่วนผมน่ะเหรอ ขอกินทุกอย่างที่ขวางหน้าก่อนละกัน ไม่ว่าจะเป็นกล้วย ส้ม ช็อกโกแลตแมคคาดีเมีย ยากิโซบะ โค้ก ฯลฯ เสร็จแล้วก็ไปเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย ความรู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้ง อากาศตอนนั้นหนาวมาก น่าจะ 10 กว่าองศา คือต้องใส่ถุงมือแล้ว หลังจากเตรียมพร้อมร่างกายใหม่แล้ว ก็บอกกับตัวเองว่ามุ่งหน้าต่อไปอีก 1 มาราธอนก็ถึงเส้นชัยแล้ววววว แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย...

 

 

sty19

 

 

A2 – A3 ช่วงรู้จักตัวเอง

 

ช่วงนี้บอกเลยว่าคนจะเริ่มห่างๆ กันไปบ้างแล้ว ทางมืด บวกกับอากาศหนาว ทำให้ผมอยู่คนเดียวในเส้นทางนี้เป็นส่วนใหญ่ นานๆ ก็จะโดนคนญี่ปุ่นเก็บไปคนสองคน ไม่ก็คนเกาหลี และจีน และรวมถึงนักวิ่ง UTMF ด้วยเช่นกัน ทางในช่วงนี้ชันพอประมาณ แต่ก็มีทางที่พอให้เราวิ่งจ๊อกได้  แต่ทางลงตรงนี้ค่อนข้างยาก เพราะเป็นการลงแบบซิกแซก ต้องคอยเบรกอยู่ทุกโค้ง ประกอบกับทางเป็นหินลอย ต้องคอยระวังไม่ให้ลื่นล้มหรือข้อพลิก ไม่งั้นจะลำบาก 

 

วิ่งลงไปสักพักได้ยินเสียงกลองญี่ปุ่น เสียงเหมือนพวกกลองตามเทศกาลทั่วไป ได้ยินก็ดีใจมากว่า เย้! A3 อยู่อีกไม่ไกลแล้ว แต่ที่ไหนได้ พยายามวิ่งสลับเดินไปเรื่อยๆ ก็ได้ยินเสียงกลองเท่าเดิม ไม่ได้ดังเพิ่มขึ้นมาสักนิด จนกระทั่งวิ่งออกทางเทรลมาเป็นถนนดำ ก็วิ่งสลับเดินต่อไปอีก 3 กิโลเมตร ทุกกิโลเมตรมันช่างยาวไกลมาก จนมาถึง A3 ในที่สุด เป็นจุดที่มีการตีกลองคอยบิวท์นักวิ่งอยู่ตลอด มีกองเชียร์ มีแพทย์ประจำสถานี หน้าตาดีทั้งชายและหญิง มีห้องน้ำ มี Heater ให้ มีซุปร้อนๆ ให้ทาน มีช็อกโกแลต มีขนมปังไส้ถั่วแดง มีโค้ก มีเก้าอี้ให้นั่งพัก ผมใช้เวลาพักไปเกือบ 10 นาที เพราะถ้าออกไปทั้งที่ยังไม่พร้อมนี่ลำบากแน่ๆ

 

 

sty20

 

 

A3 – A4 ช่วงต่อสู้กับความง่วง

 

หลังออกจาก Aid Station นี่คือขึ้นเขาเลยครับ ไม่ต้องคิดอะไรมาก เดินขึ้นเขาท่ามกลางความมืดไปอีกสองลูก ก็เดินๆ สลับวิ่งบ้าง บนทางที่ไม่ค่อยชันมาก โดยทางก็จะเป็นดินและมีรากไม้คอยเป็นกับดักสำหรับคนง่วงครับ ดูไม่ดีมีสะดุดล้มแน่นอน ผมก็เดินๆ สลับวิ่งไปเรื่อยๆ พยายามทานเจลให้ได้ทุกชั่วโมง ทางก็จะเป็นทางกรวด หินลอยไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงทางถนนดำ ผมนี่ดีใจมาก อยากวิ่งให้ถึง A4 ไวๆ แต่ขามันจ๊อกได้แค่เพซ 8 ก็หรูแล้วครับในตอนนั้น เพราะมันล้าไปหมดแล้ว

 

 

sty21

 

 

A4 - เส้นชัย ช่วงดิ้นรน

 

ที่ A4 มีอาหารและเครื่องดื่มให้พร้อมอีกเช่นเคย เติมพลังเสร็จก็ออกมา เจอถนนดำ เนินซึมๆ ยาวๆ ไปตลอด 9 กิโลเมตร ซึ่งตอนนี้จำได้ถนัดเลยว่าง่วงมากๆ วิ่งก็เริ่มเป๋ๆ แต่!!! มีคนญี่ปุ่น UTMF คนหนึ่งวิ่งแซงไป เท่านั้นแหละ ทำผมตื่นเลย พวกตดครับพี่น้อง! ตดครั้งแรกผมนึกว่าหูฝาด พวกเลยย้ำให้แน่ใจ โดยการตดรัวมาอีกหลายดอก แถมพวกยังวิ่งต่อไปหน้าตาเฉยยย ผมนี่แทบอยากตะโกนบอกว่า “ท๊อยเลตโตะ!! โก โก!!” แต่พวกก็เร่งสปีดหนีไปแล้วเรียบร้อย

 

 

sty22

 

ดอยลูกสุดท้ายก็จะอารมณ์ประมาณทางไปผานกกกจ้า ยาวๆ เนินๆ ไปเรื่อยๆ จนถึงยอด ระหว่างทางมีพวก UTMF นอนข้างทางด้วย!! พี่เอางี้เลยนะ! ไปต่ออีกสักพวกก็ Down Hill ต่อจ้า เป็นบันไดไม้ ผสมดินดำ ลงไปเรื่อยๆ จนออกจากป่ามาได้ก็เริ่มสว่าง เพราะตีสี่ครึ่งแล้ว โทรหากิ๊ฟเพื่อนัดหมายเวลาเข้าเส้นชัยว่าน่าจะประมาณตีห้ากว่าๆ จากนั้นก็เดินๆ วิ่งๆ เลียบทะเลสาบคาวากุชิโกะไปเรื่อยๆ ดูพระอาทิตย์ขึ้นพร้อมเห็นฟูจิซังคอยเชียร์อยู่ ก่อนจะมาเข้าเส้นชัย ที่เวลา 5:10 น. เป็นฟินิชเชอร์ส่งท้ายอัลตร้าเทรลได้สำเร็จมาถึงตรงนี้ก็ขอขอบคุณร่างกายที่ตรากตรำมาด้วยกัน, พ่อ แม่ กิ๊ฟ ที่คอยสนับสนุนในทุกๆ เรื่อง, พี่เค้กที่ให้ยืม Head Lamp, เหลียง แจ๊ค ที่คอยให้กำลังใจ และแรงเชียร์จากทุกท่านที่ไม่ได้เอ่ยถึงไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

 

 

เรื่อง : ธีรัชริน ขันอัศวะ (https://www.facebook.com/galof.golffy.7)

 

อ่านต่อ : THE SUPPORTER ‘เบื้องหลัง’ ของนักวิ่ง

 

suppoter

Profile picture for user HIPTHAILAND

HIP THAILAND

Online Contents & Free Copy Monthly Magazine from Chiang Mai