SEPTEMBER 2017 OUT NOW!!
SECTION A
SECTION B
HOME
MAGAZINE
 
 
HIP BIKE & TRAVEL
2017 2016 2015
BIKE TRIP
ปั่นขึ้นเราที่ SWITZERLAND (2)
ที่ SWITZERLAND



ปั่นขึ้นเราที่ SWITZERLAND (2)

  เรื่อง : 25  ภาพ : พ่อเลี้ยงตั้ม



                                                                          Gotthard Pass หรือ San Gottado ( Pass ) แปลว่ายอดเขาครับ


                                นี่แค่เริ่มต้นขึ้น Gotthard เท่านั้นเองนะครับ เราปั่นขึ้นมาจากข้างล่างโน่นนน


                                  ไอ้ที่เห็นคดเคี้ยวนั่นคือถนนครับ ต้องไต่ขึ้นไปตามทางที่เห็นนี้ครับ


                                 ส่วนนิดเดียวของทางขึ้น Gotthard Pass มีแบบนี้อีกนับไม่ถ้วน


                                มีจุดชมวิวเป็นระยะครับ ระหว่างทางขึ้นไปถึง Gotthard Pass


                                                                           พี่ธานินทร์บน Gotthard Pass ครับ บนนี้อากาศหนาวมาก


Day 5 St. Gotthard Pass มันช่างโหดร้ายเหลือเกิน!!!!
    ตอนที่ลุงแกมาชวนพวกเราปั่นไป Gottardo แล้วขึ้น Gotthard Pass ไปถึง Andermatt ในวันเดียว เราไม่คิดว่ามันจะโหดร้ายอะไรเท่าไหร่หรอกครับ มันทำให้เรารู้สึกใจชื้นขึ้นมาด้วยซ้ำว่ายอดเขา Gotthard มันไม่ได้ไปยากอย่างที่คิด  แต่การที่แกบอกว่าแกเคยมาปั่น Tour of Thailand นี่แหละครับที่มันทำให้เราเริ่มจะไม่แน่ใจ ก็นักแข่งต่างชาติที่มาลง Tour of Thailand ได้คงจะต้องสังกัดทีมระดับ Continental หรือทีมชาติเท่านั้นเองครับ...
    Gotthard Pass เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขา Alps มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 2,091 เมตร เตี้ยกว่าดอยอินทนนท์ซะอีกครับ แต่ระยะทางรวมยาวกว่า ระยะทางที่เรามาจาก Campeggio Al Censo ที่เราพักเมื่อคืน ก็เป็นทางขึ้นลงสลับกันมาเรื่อยๆ เรียกได้ว่ากว่าจะไปถึงทางขึ้น Gotthard Pass จริงๆ ก็เหมือนกับต้องปั่นผ่านภูเขามาแล้วหลายลูกเลย ซึ่งแรกๆ ก็มีกำลังใจดีอยู่หรอกครับ เวลาที่ได้เห็นวิวสวยๆ อยู่บนเขาแล้วมองลงไป โอ้โห เราปั่นมาจากตรงนั้นเลยนะ แล้วก็ลง ลงแล้วก็เริ่มขึ้นใหม่ ครั้งต่อไปมันเริ่มโอ้โหไม่ออกครับ
    ภูเขาน่ะมีเล่ห์เหลี่ยมเสมอ
    ยิ่งเข้าใกล้ Gotthard Pass มากขึ้นเท่าไหร่ ถนนก็ยิ่งพับไปพับมา ขาแขนเริ่มประท้วงแล้วครับ ทุกครั้งที่มองขึ้นข้างบน เราจะเห็นจุดที่เหมือนจะเป็นยอดเขา แต่พอขึ้นไปถึงตรงนั้นจริงๆ เรากลับพบว่ามันยังไม่ถึงยอด มันมีจุดที่เหมือนจะเป็นยอดเขาโผล่มาอีก และเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ กันเกินกว่าสิบครั้ง!!! หมดแรง หัวเข่าเจ็บ แม้กระทั่งแขนยังอ่อนล้าจากการประคองรถไปตามถนนที่เลี้ยวไปเลี้ยวมา กระเป๋าหน้าแฮนด์มันหนักเป็นบ้า จนสุดท้ายก็ต้องลงมาจูง ผมจูงรถขึ้นไปถึงยอด Gotthard Pass เป็นคนสุดท้ายของกลุ่ม ช้ากว่าพี่แวนซึ่งเป็นผู้หญิงคนเดียวของกลุ่มซะอีกครับ แต่ถึงตรงนั้น ช้าหรือเร็วกว่าใครไม่มีความหมายเลยซักนิด ขึ้นมาถึงได้ก็ประสบความสำเร็จแล้ว ระหว่างทางคิดว่าจะขึ้นไม่ถึงตั้งไม่รู้กี่ครั้งเลย
    ผมเชื่อว่าคนปั่นจักรยานทุกคนต้องเคยถามตัวเองว่าเราปั่นไปทำไม เหนื่อย ร้อน จนถามตัวเองว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ มาลองคิดดู จริงๆ แล้วเมื่อผมไปถึงยอดเขา คำถามพวกนี้ก็ไม่เคยมีคำตอบหรอกครับ มันแค่หายไปเองจากใจของผมเฉยๆ เมื่อผมขึ้นไปถึง คำตอบเดียวที่ผมได้อย่างชัดเจนก็คือ เราอ่อนแอแค่ไหน จิตใจของผมถูกความเหนื่อยล้า ความท้อแท้เล่นงานสะบักสะบอม แต่พอขึ้นไปถึง ไอ้สิ่งที่มันเล่นงานเรามันกลับหายไป เหมือนกับว่าเมื่อซักครู่นี้มันไม่ได้อยู่ตรงนั้นเลย ความเหนื่อยล้ามันหายไปไหนนะ หรือว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่เล่นงานเราจริงๆ มันคือความอ่อนแอของจิตใจของเราเอง
    ทางลงจาก Gotthard Pass เป็นทางลงยาว ใช้แรงไม่มากนักในการไหลลงก็สามารถมาถึง Gotthard Camping Andermatt ซึ่งบริเวณนี้ในหน้าหนาวจะเป็นแคมป์ของผู้ที่มาเล่นสกี เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีโรงแรม ร้านอาหาร และร้านขายอุปกรณ์กีฬารวมกันอยู่หลายร้าน หลังจากกางเต๊นท์เสร็จเรียบร้อย ก็มีข่าวร้ายมาถึง...
    ข้างบริเวณที่เรากางเต๊นท์ มีคุณลุงคุณป้าชาวฝรั่งเศสปั่นจักรยานทัวร์ริ่งมาเหมือนกัน หลังจากทักทายกันได้ซักพัก คุณลุงคุณป้าก็บอกเราว่า เส้นทางที่เราวางแผนว่าจะไปต่อในวันพรุ่งนี้กำลังปิดซ่อมแซมอยู่ ซึ่งหมายความว่าพรุ่งนี้เราต้องใช้อีกเส้นทางหนึ่ง ซึ่งเป็นทางที่ต้องผ่าน Furka Pass ที่มีความสูง 2,436 เมตรจากระดับน้ำทะเล!!!!



                                  ลุงป้านักทัวร์ริ่งชาวฝรั่งเศส ผู้นำข่าวร้ายมาบอกครับ

Day 6 …….
    จริงๆ แล้วข่าวร้ายที่มาถึงเมื่อวาน ไม่ได้บอกหรอกครับว่า Furka Pass สูงมากกว่า Gotthard Pass ผมรู้แค่ว่าวันนี้ต้องข้ามเขาอีกหนึ่งลูกเท่านั้นเอง เมื่อทำใจได้แล้วว่ายังไงก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องขึ้นเขา ก็ค่อยๆ ปั่นไปช้าๆ วันนี้ผมขึ้นเขาไปได้เรื่อยๆ เพราะไม่คาดหวัง รู้อยู่แล้วว่าคงไม่ถึงที่หมายง่ายๆ แน่ๆ ผ่านจุดชมวิวต่างๆ ไปเรื่อยๆ กลายเป็นว่าวันนี้ผมขึ้นถึงยอด Furka Pass ได้โดยที่ไม่ต้องจูง เมื่อผ่านจุดสูงสุดแล้วก็ไหลลงมาถึงเมือง Gletch เมืองเล็กๆ ที่ทั้งเมืองดูเหมือนว่าจะประกอบไปด้วยตึกตึกเดียว คือโรงแรม Glacier du Rhone ที่ดูเหมือนว่าจะมีผีสิงอยู่ด้วย โรงแรมนี้มีพื้นที่สวนด้านตรงข้ามที่สามารถกางเต๊นท์ได้ โดยทางโรงแรมคิดเงินค่ากางเต๊นท์นิดหน่อย แลกกับการยอมให้ใช้ห้องอาบน้ำของโรงแรมได้ด้วยครับ มื้อเย็นวันนี้เป็นสเต็กด้วย เราทานกันในร้านอาหารในโรงแรม Glacier du Rhone นั่นเอง สเต็กอร่อยหอมหวาน พอๆ กับความสำเร็จที่เราข้ามเขามาได้สองลูกเลยทีเดียวเชียว คืนนี้นอนหลับสบาย ทั้งๆ ที่อากาศหนาวเย็น อุณหภูมิประมาณ 4 องศาเซลเซียส แต่สำหรับพรุ่งนี้ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกต่อไป



                                Grimsel Pass


                                  ระหว่างทางขึ้น Grimsel Pass เมื่อคืนนี้พวกเรานอนอยู่ข้างล่างนั่น


                                 ยังไม่ถึงครึ่งทาง Grimsel Pass


                              เบื้องหลังนักปั่นท้องถิ่น จุดชมวิว Grimsel Pass เธอคนนี้บอกผมว่าจะมาเมืองไทยช่วงปลายปีด้วยครับ


                                ทางลงจาก Grimsel Pass

Day 7 Grimsel Pass
    หลังจากผ่านภูเขามาแล้วสองลูก ภูเขาลูกที่สามก็กลายเป็นความเพลิดเพลินแล้วล่ะครับ Grimsel Pass มีความสูง 2,164 เมตรจากระดับน้ำทะเล จุดหมายในวันนี้ของเราคือเมือง Interlaken นอกเหนือจากขึ้นถึงยอด Grimsel Pass แล้ว พี่ธานินทร์ยังแกล้งหลงทางพาพวกเราไปขึ้นเนินชันๆ อีกด้วย ขึ้นแล้วก็ย้อนกลับลงมาทางเดิม ลงมาพักที่แคมป์ Aaregg ซึ่งเป็นแคมป์ใหญ่ติดทะเลสาบ แคมป์นี้มีครอบครัวมาพักกันเยอะเลยครับ ที่ร้านค้าของแคมป์มีเนื้อสดหมักเรียบร้อยเป็นแพ็คขายด้วย มื้อเย็นวันนี้ของพวกเราก็เลยเป็นสเต็กที่ย่างกินกันเอง สนุกและอร่อยมาก เป็นมื้ออาหารที่ไม่มีอะไรมาก แต่ก็นับได้ว่าเป็นมื้อที่ดีที่สุดหนึ่งมื้อในทริปของเราครับ
    ในกลุ่มของเรามีพี่บางท่านที่ไม่สบอารมณ์นักกับอาหารรสจืด ไม่ว่าจะทานอะไรแกจะมีพริกประจำตัวเอาไว้ทานแกล้มไปด้วยเสมอ หลายๆ มื้อที่ผ่านมาก็มีพี่อีกหลายท่านที่เริ่มคิดถึงอาหารไทย ได้ใช้บริการพริกของแกไปด้วย สเต็กมื้อนี้ของพวกเราก็เลยถูกปรุงด้วยพริกของแกนี่ล่ะครับ ซึ่งสำหรับคนที่ไม่ชอบทานอาหารเผ็ดแบบผม มันไม่อร่อยเลยทั้งกลิ่นและรสชาติ แต่หลังจากอยู่ร่วมกันมาหลายวัน ช่วยเหลือดูแลแบ่งปันกันมาตลอด ผมคิดว่าความรู้สึกอร่อย ซึ่งเป็นความเห็น ความชอบเฉพาะของแต่ละคนมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไปครับ อาหารมื้อนี้ดี สนุก และเต็มไปด้วยมิตรภาพ เราเรียนรู้กันผ่านเส้นทางที่ผ่านมา เรารู้จักกันผ่านรสชาติอาหารที่เราชอบไม่เหมือนกัน เรายอมรับและสนุกในความต่างกันในทุกๆ เรื่อง เราพูดคุยแซวกันถึงความต่างนั้นด้วยความสนุกสนาน ในทางกายภาพ เรายอมลงทุน ลงเวลาไปกับการเดินทางไปปั่นจักรยานในที่ที่ไกลจากที่ประจำของเรามาก และเราได้เรียนรู้ว่าจิตใจของเราเอง ก็ควรจะได้รับการฝึกฝนที่จะเดินทางไกลไปสู่ใจของคนอื่นด้วยเช่นเดียวกัน



                               ทะเลสาปที่แคมป์ Aaregg

Day 8 วันสุดท้าย
    จากแคมป์ Aaregg วันนี้กลุ่มของเราจะปั่นผ่านเมือง Interlaken เพื่อไปขึ้นรถไฟไป Lucern เป็นวันสุดท้ายแล้วที่เราจะปั่นจักรยานกัน ระยะทางไม่ไกลมากนัก ใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงก็ถึงสถานีรถไฟ ช่วงเวลาที่อยู่บนรถไฟ เป็นช่วงเวลาที่พวกเรามองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นภูเขา ยอดเขา ทะเลสาบซึ่งเราได้ปั่นผ่านมาแล้วเมื่อไม่กี่วันก่อน เมื่อมองจากรถไฟมันน่าแปลกใจอยู่ไม่น้อยเลยครับ ว่า โอ้โห เราปั่นจากตรงนี้ ขึ้นไปถึงตรงนั้นกันเลยเหรอ มองจากตรงนี้มันเหมือนกับว่าพวกเราได้ใช้เวลาไม่กี่วัน มาทำเรื่องที่มันดูยากลำบากเกินตัว แต่เราก็ทำมันจนได้ เราคิดถึงบ้าน เราอยากกลับถึงบ้านเร็วๆ ไม่ใช่เพราะเราเหนื่อย แต่เป็นเพราะเราได้รับพลังกลับมาจนเต็ม และอยากจะกลับมาจัดการสิ่งต่างๆ ที่ยังค้างอยู่ในชีวิตจริงของเราเต็มที่แล้ว
    เรามาถึง Lucern ช่วงบ่ายแก่ๆ หลังจากกางเต๊นท์เรียบร้อย พวกเราออกมาเดินชมเมืองกัน มีสะพานเก่าแก่ที่เป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองอยู่ใกล้ๆ กับสถานีรถไฟ ผมขอแยกตัวออกจากพี่ๆ เพราะอยากไปช้อปปิ้ง อยากเดินซื้อของแบบนักท่องเที่ยวบ้าง อยากตามหาร้านจักรยาน มายุโรปทั้งทีอยากเจออะไรแปลกๆ ให้ซื้อกลับบ้านไปบ้าง แต่... สงสัยว่าทริปนี้ของผมจะอยู่ในช่วงเวลาดวงตกเรื่องช้อปปิ้งครับ เรามาถึง Lucern ในวันอาทิตย์ซึ่งร้านต่างๆ ปิดหมดแล้ว ผมหาร้านจักรยานจนเจอ ร้านใหญ่ซะด้วย แต่ดันทำได้แค่มองอยู่นอกกระจกร้าน แถมในร้านก็ปิดไปมืดซะด้วยสิครับ...
    เช้าวันถัดมา เราขึ้นรถไฟแต่เช้าเพื่อไปสนามบิน หลายนานชั่วโมงผ่านไป เรากลับถึงบ้าน ผมเริ่มวางแผน อืม... เราออกไปปั่นทัวร์ริ่งซักปีละครั้งก็น่าจะดี



WHAT I’VE LEARNED
    หลังจากเขียนบทความเรื่องนี้จบ ผมอยากสรุปเรื่องราวต่างๆ ของทริปโดยขอยืมรูปแบบของคอลัมน์ What I’ve Learned จาก Esquire Magazine ซึ่งเป็นคอลัมน์ที่ผมชอบอ่าน ขออนุญาตไว้ตรงนี้เลยนะครับ

- คนปั่นจักรยานทั่วโลกมีนิสัยคล้ายๆ กันหมด เราคุยเรื่องคล้ายๆ กัน เวลาเราเจอกันบนถนนเราจะทักทายกัน และเกือบทั้งหมดมีขั้นตอนไม่ต่างกัน คือ 1. เราจะมองหน้ากันและยิ้มให้กัน 2. เราจะกล่าวคำทักทาย 3. เราจะแอบมองว่าคุณปั่นจักรยานยี่ห้ออะไร
- จักรยานที่เห็นมากที่สุดในสวิสคือ BMC และ Canyon ถัดจากนั้นก็เป็นจักรยานแม่บ้านแบบมีมอเตอร์ไฟฟ้าแล้วล่ะ
- ที่สวิสเต็มไปด้วยรถยนต์เก่าๆ และทุกคันอยู่ในสภาพดี สวยงาม และบนถนนรถยนต์ทุกคันจะปฏิบัติกับจักรยานเหมือนเป็นรถยนต์อีกหนึ่งคัน จะไม่มีการแซง ไม่มีการมาเบียดใกล้ๆ แม้กระทั่งในเวลาที่เราปั่นจักรยานช้าๆ ในช่วงถนนที่แคบ รถคันที่ขับตามมาก็จะค่อยๆ ขับตามเรามาช้าๆ ด้วยความอดทน
- น้ำเปล่าที่สวิสแพงกว่าโค้กจริงๆ ซะด้วย แต่น้ำก็อก หรือแม้กระทั่งน้ำพุ สามารถกินได้
- เวลาที่ปั่นสวนกันบนภูเขา เสียงทักทายของฝ่ายที่ปั่นลงจากเขาจะดังและสดใสกังวานกว่าฝ่ายที่กำลังปั่นขึ้นเขาเสมอ
- เวลาที่คุณเหนื่อย หรือรู้สึกเหมือนว่าจะเอาตัวไม่รอด มันไม่ใช่ข้ออ้างที่คุณจะเอามาใช้ในการเอาเปรียบคนอื่นได้ และถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณทำอะไรที่เห็นแก่ตัว โดยมีข้ออ้างว่าถ้าหากไม่ทำแบบนี้ฉันจะต้องแย่แน่ๆ นั่นหมายความว่าจริงๆ แล้วคุณก็เป็นแค่ไอ้กร๊วกคนนึงนั่นแหละ ความตูดหมึกในตัวคุณมันแค่อยู่ลึกลงไปหน่อยก็เท่านั้นเอง จริงๆ แล้วมันซ่อนอยู่ในตัวคุณนั่นแหละ จำไว้นะว่าคุณคือไอ้กร๊วก
- อ่อ ยังมีข้อดีหน่อย ถ้าคุณเป็นไอ้กร๊วกขึ้นมาจริงๆ แล้วล่ะก็ ข้อดีก็คือ วันนี้คุณได้รู้ตัวแล้ว ยังมีพรุ่งนี้ให้คุณปรับปรุงตัวนะ เรามีชีวิตอยู่ทุกวันเพื่อเรียนรู้ที่จะเป็นคนดีขึ้น ไม่ใช่รึไง...
- เวลาที่คุณเหนื่อย และรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว วิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้คุณดีขึ้น คือยื่นความช่วยเหลือให้คนอื่นเท่าที่จะทำได้ ลองดูสิ แล้วคุณจะรู้ว่ามันได้พลังกลับมา เชื่อผม
ขอบคุณครับ

    สุดท้ายของสุดท้าย ผมอยากจะขอบคุณพี่ธานินทร์ที่พาผมไปปั่นจักรยาน และขอบคุณพี่ๆ ทุกคนในทริปนี้ด้วยครับ ผมพยายามหลีกเลี่ยงการเอ่ยชื่อพี่ๆ ทุกคนเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว และต้องขออภัยพี่ๆ ทุกคนด้วยครับที่เอาเรื่องราวต่างๆ มาเขียนบทความนี้โดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า ขอบคุณพี่ๆ ทุกคนมากๆ ครับ

“The only journey is the one within.”
 Rainer Maria Rilke



ปั่นขึ้นเราที่ SWITZERLAND (1)
ที่ SWITZERLAND
ปั่นขึ้นเราที่ SWITZERLAND (2)
ที่ SWITZERLAND
THE ROYAL PROJECT FOR CYCLING
รวมฮิตเส้นทางปั่นโครงการหลวง
#HIPปั่นไปปาย
ปั่นจักรยานเพื่อการท่องเที่ยวจากเชียงใหม่ไปปาย
ON THE ROAD IN ICELAND
เกาะแห่งความฝัน ที่ยังมีลมหายใจ
ZOO CYCLING
สนุกสัตว์
H I P  P A R T N E R S
สำนักงานนิตยสาร  H I P  M a g a z i n e  บริษัท  เชียงใหม่  ฮิพ  แม็กกาซีน  จำกัด
เลขที่  5 / 1  หมู่ 5  ตำบลสุเทพ  อำเภอเมือง  เชียงใหม่ 50200  โทรศัพท์  /  แฟ็กซ์  0 5 3 - 3 2 9 - 4 2 0
hipthailand@windowslive.com  +  hipthailand.cm@gmail.com
H I P   M A G A Z I N E   A N D   E V E N TS   C H I A N G   M A I   ©