APRIL 2017 OUT NOW!!
SECTION A
SECTION B
HOME
MAGAZINE
 
 
HIP BIKE
2017 2016 2015
BIKE TRIP
INTHANON CHALLENGE (1)
ประสบการณ์ปั่นพิชิตอินทนนท์ คนพันธุ์อึด #10



INTHANON CHALLENGE (1)
ประสบการณ์ปั่นพิชิตอินทนนท์ คนพันธุ์อึด #10

19 กุมภาพันธ์ 2560














 

เครดิตภาพ : Playhard Production


    งานประเพณีปั่นจักรยานขึ้นสู่ยอดภูเขา ‘ดอยอินทนนท์’ ที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘ยอดเขาที่สูงที่สุดในแดนสยาม’ จัดขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2551 โดยในครั้งเริ่มแรกนั้น ให้ผู้เข้าร่วมชำระค่าลงทะเบียนคนละ 99 บาท และมีบริการอาหารกลางวัน มีบริการขนจักรยานลงจากดอย มีบริการที่กางเต๊นท์ และบริการให้เช่าเต๊นท์ด้วย
    ต่อมาประเพณีปั่นขึ้นดอยอินทนนท์ ก็ขยับเข้ามาจัดในเดือนกุมภาพันธ์ และมีชื่อเรียกกันว่า ‘ท้าพิชิต อินทนนท์ คนพันธุ์อึด’ ซึ่งปีล่าสุด เมื่อ 19 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จัดเป็นครั้งที่ 10 มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมปั่นมากกว่า 5,000 นักปั่น (และคาดว่ามีนักปั่นที่ไม่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมปั่นอีกมากมาย)
    ด้วยความสูงของยอดดอยอินทนนท์ 2,565 เมตรจากระดับน้ำทะเล ด้วยระยะทาง 48 กม. จากจุด Start จนถึงจุด Finish บนยอดดอย ด้วยความชันที่มีทุกระดับ ทั้งชันน้อย ชันมาก ชันยาว ชันยาวไม่สิ้นสุด เหล่านั้นคือ เสน่ห์ของงานประเพณีนี้ ที่ดึงดูดให้นักปั่นจักรยานหลายคนบอกกับตัวเองว่า ชีวิตนี้ต้องมางานนี้ และไปให้ถึงยอดดอยอินทนนท์พร้อมกับจักรยานให้ได้สักครั้ง
    แถมบางคน - มาครั้งเดียว ยังไม่พอ!

  

ธนิต ชุมแสง (หมวด)
เชียงใหม่
ทีม I’M NOT 50

    จุดเริ่มต้น เกิดจากกลุ่มเพื่อนๆ ที่ปั่นจักรยานด้วยกันเป็นประจำ อยากจะปั่นพิชิตยอดดอยอินทนนท์สักครั้งในวัย 50 กะรัต เราจึงตั้งเป้าที่จะปั่นพิชิตดอยอินทนนท์ในปีนี้ และตั้งแต่วันนั้น ทุกคนตั้งใจฝึกซ้อม ในแนวของหนุ่มรุ่นใหญ่ไฟกะพริบ ซ้อมไปปั่นไป คุยกันไป และดื่มกันไป จนกระทั่งวันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันก่อนปั่นพิชิตดอยอินทนนท์ 1 วัน พวกเราในทีมก็ได้เตรียมตัวเข้าสู่อำเภอจอมทอง เพื่อลงทะเบียน รับเสื้อ และแผ่นป้ายชิพสำหรับจับเวลาของตัวเอง (การ Organize งานของผู้จัดค่อนข้างดี)
    ทีมเราตื่นเต้นเล็กน้อย รีบทานข้าวเย็น อาบน้ำอาบท่าเสร็จ เตรียมนอนกันแต่หัวค่ำเพื่อเก็บแรงไว้ตอนเช้า…. ตื่นมาเวลาตี 5 โดยนาฬิกาปลุก บรรยากาศภายนอกยังคงมืดสลัว อากาศหนาวเย็น พวกเราก็ได้มารับประทานอาหารเช้ากัน โดยทางโรงแรมได้จัดเตรียมให้ ผู้เข้าพักส่วนใหญ่ก็เป็นนักปั่นผู้พิชิตกันทั้งนั้น สำหรับอาหารมื้อเช้านั้นค่อนข้างจะมีความสำคัญต่อพวกเรา เรารับประทานข้าวต้มหมู ใส่ไข่ลวกไปอีก 2 ฟอง ตามด้วยกล้วยหอม จิบกาแฟเบาๆ 1 แก้ว และถั่วอัลมอนด์ไร้เกลืออีกยี่สิบเม็ด (มีคนแนะนำให้ทาน)



    หลังจากนั้นก็มาเช็คความพร้อมของรถจักรยานเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะพิชิตดอยอินทนนท์ ตรวจดูลมยาง โซ่ และเกียร์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการปั่นขึ้นภูเขาสูงชัน บรรยากาศในช่วงเช้าวันนั้น อุณหภูมิน่าจะอยู่ประมาณ 12 องศา ที่พักของเราอยู่ติดถนนเชียงใหม่ - จอมทอง ห่างจากจุดสตาร์ทไปประมาณ 5 กิโลเมตร พวกเราเลยถือโอกาสปั่นวอร์มขาไปในตัว
    ระหว่างที่ปั่นจากที่พักไปยังจุดสตาร์ทนั้น ได้เห็นบรรยากาศของกลุ่มนักปั่นต่างๆ บ้างก็บรรทุกจักรยานมาเต็มคัน บ้างก็ปั่นวอร์มขากันเป็นกลุ่มๆ ตลอดทั้งสายมากมาย มันเป็นบรรยากาศที่ดูแล้วสนุกตื่นเต้นดี พอไปถึงจุดสตาร์ทบริเวณสามแยกทางเข้าดอยอินทนนท์ เห็นนักปั่นและจักรยานหลายพันคัน ความยาวจากจุดสตาร์ทจนถึงท้ายแถว ดูๆ แล้วน่าจะเกือบ 1 กิโลเมตร เป็นภาพที่ยิ่งใหญ่มาก ไม่เคยร่วมงานจักรยานที่มีคนเยอะแยะมากมายอย่างนี้มาก่อน จนกระทั่งถึงเวลาประมาณ 7 โมงครึ่ง กรรมการก็ให้สัญญานเริ่มปล่อยตัว โดยในช่วงแรกของการปั่นจะเป็นทางค่อนข้างราบเรียบ ประมาณ 7 - 8 กิโลเมตร  ต่อจากนั้นก็ถึงจุดที่ผู้เคยผ่านประสบการณ์ในการพิชิตดอยอินทนนท์เตือนเอาไว้ให้ระวัง มันเรียกว่า ‘เนินคัดเกรด’ ซึ่งมีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร โดยมีความชันประมาณ 12 - 15%

 

 

    แต่สิ่งที่กดดันก็คือ จำนวนจักรยานนับพันที่แย่งกันขึ้นเนินแรก บางคนไปไหวก็ยังคงปั่นไป แต่บางคนหยุดทันที ก็ทำให้คันที่ตามมาติดๆ มีโอกาสล้มได้ มันเป็นความเครียดในจุดเริ่มต้นของเส้นทาง หลังจากนั้นทุกคนก็จะผ่านมาสู่จุดบริเวณที่ทำการอุทยานฯ ซึ่งปีนี้ทางผู้จัดกำหนดให้รถยนต์สามารถขึ้นถึงได้แค่จุดๆ นี้เท่านั้น (ก่อนเวลาปล่อยตัว) ซึ่งเป็นผลดีต่อนักปั่นทุกคนที่จะไม่มีรถยนต์มาคอยรบกวนเส้นทางปั่น ช่วงนั้นผมทำเวลาได้ประมาณสองชั่วโมงกว่าๆ และยังไม่ได้
ลงจากรถเลย ใจยังคิดว่าปีนี้ปีแรกน่าจะทำเวลาได้ดี 
    และแล้วความจริงเพิ่งปรากฏ ระยะทางที่เหลืออีกประมาณ 17 กิโลเมตร มันช่างโหดร้ายจริงๆ ที่ซ้อมๆ มาเจ็ดแปดพับ มันเป็นเพียง 1 ใน 10 ของที่เราซ้อมมาเท่านั้น ระยะทางยาวกว่าสิบกิโล ความชันระหว่าง 15 - 20% มันทำให้คิดถึงจุดที่ตัวเราเองคิดไว้ว่าจะไม่ให้เท้าแตะพื้นเลยนั้น มันคงเป็นแค่ความตั้งใจ แต่ชีวิตจริงมันโหดจริงๆ ครับ ขอบอกเลย แต่ในที่สุดผมก็ผ่านจุด Finish ร่วมกับเพื่อนร่วมทีม ‘I’M NOT 50’ จนประสบความสำเร็จดังหมาย
    คาดว่าปีหน้าจะไปอีกครับ



    

พงศกร เคลื่อนทอง (เจี๊ยบ)
เชียงใหม่
Tsukemen55 Cycling Team

    หนึ่งสิ่งที่ตั้งใจจะทำก่อนตาย คือ ปั่นจักรยานขึ้นดอยอินทนนท์ สี่ปีแล้ว ที่มีเหตุให้ไม่ได้มาร่วมงาน ปีนี้ชวนพี่น้องเพื่อนสมาชิกในทีม Tsukemen55 ไว้เยอะ จะปฏิเสธคงยาก เป็นอะไรที่ทรมานมาก ซ้อมน้อยมากๆ
    จากงานปั่นกีฬาสีซอยตันที่ไปปาย ก็ไปญี่ปุ่น กลับมาปุ๊บ ก็ปั่นงานนี้ ว่าจะค่อยๆ ไป วางแผนเหมือนตอนไปปั่นดอยภูคา เพราะสภาพร่างกายและชั่วโมงการซ้อมน่าจะเข้าข่ายเคสเดียวกัน ตั้งใจจะไม่จูง แต่จะจอดพักตามจุดให้น้ำ แล้วกินกล้วยทุกจุด ไปได้ตามแผนแฮะ



    แต่ถึง กม.41 ไม่ไหวขอจอดพักหน่อย เพื่อนร่วมจอดเยอะดีจัง ใส่ต่อเนินพระธาตุ ไม่จูง จอดเรียกแรงนิดนึงแล้วกดจนถึงพระธาตุ ได้ ได้ ได้ ได้แค่นั้นจริงๆ ไม่ไหวแล้ว จอดจูง อีกเจ็ดกิโล เนินทีโอที โหดร้ายเหลือเกิน ยาวนานร่วมชั่วโมง ถึงตอนนี้ไม่เหลือบุญเก่าใดๆ ทั้งสิ้น แต่เพื่อนร่วมจูงเยอะมาก ค่อยๆ ไปใจจะขาด จูงยังแทบไม่ไป หมดทุกอย่างพลังงานในตัว




    ในสมองคิดไปต่างๆ นานา ไม่โทษใคร โทษตัวเอง ถ้าได้ซ้อมมันน่าจะดี ไม่น่าจะมาอยู่ในสภาพนี้ ค่อยๆ ไหลไปจนในที่สุดก็ไปถึง (แล้วใจ๋) โล่ง ยกออกจากอกไปได้ภารกิจนึง ได้ทำแล้ว และทำได้แล้ว จบด้วยเวลา 5.12 ชั่วโมง ใน Strava 4.16 ชั่วโมงเรียกว่าจอดและจูงไปชั่วโมงนึงเต็มๆ ขอบคุณทีมงานผู้จัด ขอบคุณพี่น้องเพื่อนๆ ในทีมTsukemen55 ทุกคนที่รอ ขอบคุณครอบครัวที่ส่งกำลังใจมาให้ #ไม่ไปไม่เข้าใจ #คนมหาศาลมาทรมานตัวเองทำไม #แล้วใจ๋ละ #ปีหน้ามาใหม่ #Tsukemen55cyclingteam

ขอบคุณ Tsukemen55 Cycling Team




อิสริยะ เนยปฏิมานนท์
กรุงเทพฯ
VELO OSK 102 Team

อิส กะ อิท... พิชิตอิน(ทนนท์)

ความเดิม : กุมภาพันธ์ 2559
    อิสยะ กับ ยุดนา หนุ่ม (เกือบ) สูงวัยสองคน เพื่อนร่วมห้อง ร่วมชั้น ร่วมโรงเรียนเดียวกันในอดีต อาจจะว่างมากหรืออย่างไรยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ที่เห็นถนัดตาก็คือ กำลังไต่เนิน ณ จุดที่สูงที่สุดในประเทศ คนนึงท่วงท่าน่าอัศจรรย์ พลิกผัน ลื่นปรื๊ดๆ ไต่ได้ไต่ดี อีกคนนี่สิ ท่วงท่าน่าอัศจรรย์ยิ่งกว่า ลื่นปรื๊ดๆ เช่นกัน แต่มันดูเหมือนจะลื่นลงๆ เส้นทางของสองหนุ่มที่ว่าคนนึงลื่นขึ้น แต่คนนึงลื่นลง มาบรรจบตรงที่เขาเรียกกันว่า อินทนนท์

ความ ณ บัดนาวว์ : กุมภาพันธ์ 2560

    สองหนุ่มวัยใกล้แก่ ห้องเดียวกัน ชั้นเดียวกัน โรงเรียนเดียวกัน (อีกแล้ว) แต่ครานี้ต่างไปหนึ่งคน (คนเดิมลากิจไปพิชิตเนินแทน)
    อิสยะ กับ อิทวี (อิทหลังนี่เพิ่งจะมาสอยดอยครั้งแรก) แล้วก็มีน้องโจ๊ก (มารอบสองเหมือนอิสยะ) แถมรอบนี้ยังคงมีเพื่อนเก่าโรงเรียนเดิม (อีกแล้ว) ที่มาอยู่เชียงใหม่ ตกหลุมพรางเราอีกครั้ง มาช่วยเซอร์วิสให้ ‘เจ็กทู 611’ คือนามเรียกขาน ของเขา สรุปว่าทั้งทีมมี 4 หน่อ อิสยะ อิทวี โจ๊ก เป็น 3 นักปั่น และ เจ็กทู 611 อีก 1 ทีมเซอร์วิส คือ เจ็กทู 611 มาคนเดียว แต่เราเรียกให้เจ็กอุ่นใจว่า ‘ทีมเซอร์วิส’

 

งานทุกสิ่งย่อมมีปัญหา
    ปัญหาคือ ตลอดปีที่ผ่านมา เราเป็นสายนักปั่นที่ปั่นไปทั่วทุกทิศ พิชิตไปทุกรูปแบบ แต่แบบเดียวที่เราไม่ได้ไปพิชิตก็คือ แบบที่มีภูเขา โดยเฉพาะ อิทวี ปั่นมาก็หลายปี ขี่ไปทั่วเหมือนกัน แต่มันก็สารภาพตามตรง อะไรที่ชันเกินสะพานแถวบ้าน น้าอิทวียังไม่เคยรู้จัก
    แล้วที่ตั้งใจจะมาสอยนี่ มันสารภาพตามตรง (อีกแล้ว) ว่ามันจำสับกะดอยสุเทพ บร๊ะเจ้า งานเข้าแล้วเพื่อนตรู...
    ทุกปัญหาย่อมมีทางออก มีคนเคยบอกไว้ ถ้ายังไม่เคยปั่นตามดอย ตามเขาเลยในชีวิตนี้ งั้นก็ซ้อมปั่นดอย ปั่นเขาเลยดิ จะไปยากอะไร... จริงด้วย
    น้าอิทวีก็ทำตามที่ว่าจริงๆ คือรีบมาก่อนงานวันปั่นขึ้นดอยอินฯ ได้วันนึง แล้วก็พักซะวันนึง เพื่อออมแรง แล้วก็ซ้อมปั่นขึ้นดอยอินฯ ตามที่ตั้งใจไว้ ในวันที่เขาจัดปั่นจริงนั่นแหล่ะ แบบนี้ล่ะมั้งครับ ที่เขาเรียกว่า ซ้อมจริง 555
    ส่วนตัวผมกับน้องโจ๊ก เราก็รู้ดีว่า เส้นทางสู่ยอดดอยอินฯ มันสุดหิน สุดโหดขนาดไหน เพราะเราเคยขึ้นมาครั้งนึงแล้ว แต่ด้วยความที่เราเป็นนักปั่นสายชิลล์ ตลอดปีที่ผ่านมา ก็แทบจะไม่มีเส้นทางไหนที่ไปแล้วใกล้เคียงกับคำว่า (ภู) เขาเลย พอมีโอกาส เราจึงรีบมาก่อนงานปั่นขึ้นดอยอินฯ เพื่อจะหาเวลาซ้อม ซักนี้ด ก็ยังดี...
    แต่เหนือสิ่งอื่นใด ที่เราจะทำทุกครั้ง ที่มาถึงเชียงใหม่ คือต้องมากราบขอพรจากท่านครูบาศรีวิชัย เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจของพวกเรา และสิ่งที่ต้องอธิษฐานเลยก็คือขอให้พวกเราสำเร็จในภารกิจปั่นขึ้นดอยอินฯ และทุกๆ เส้นทางที่เราซ้อมปั่น อย่างปลอดภัย และขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพทั้งไปและกลับครับ สาธุ
    เส้นทางปั่นสู่ยอดดอยอินฯ เหนือสุดแดนสยาม อาจจะเรียกได้ว่า เป็นเส้นทางที่ท้าทายสุด ในบรรดาการปั่นของทั้งหมดทั้งมวลในประเทศนี้ ตัวบอสส์สุดแล้วว่างั้นเถอะ เป็นแหล่งรวมจอมยุทธสายปั่นจากทั่วสารทิศ ทั้งในและนอกประเทศ ที่มีความฝันว่า... อยากจะมีสักครั้งในชีวิตที่เราได้พิชิตได้สัมผัส ณ จุดที่เรียกว่า จุดสูงสุดแดนสยาม ด้วยกำลังขาของเราเอง ซึ่งทุกคนก็ทราบดีว่า การปั่นจักรยาน ใครปั่นแทนเราก็ไม่ได้ เราปั่นแทนใครก็ไม่ได้ แต่เราให้กำลังใจกันได้ สิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุด ที่จะให้พลังใจกับ อิทวี ก็คือ ผมมอบ ธงชมพูฟ้า ธงสีที่รักของพวกเราเหน็บหลังให้เพื่อนไป แล้วบอกเพื่อนว่า เอาไปให้ถึงยอดดอย (อิน) นะเพื่อน แล้วเราจะไปกางถ่ายรูป บนจุดสูงสุดแดนสยามด้วยกัน ขวัญและกำลังใจ คือ อำนาจกำลังรบที่ไม่มีตัวตน พี่ที่รักคนนึง เคยสอนผมมาอย่างนี้…
    ส่วนเรื่องราวระหว่างทางเกือบครึ่งร้อยโลจนถึงยอดดอยนั้น ก็เป็นสิ่งที่แต่ละคนจะต้องพบเจอและเก็บเกี่ยวกันเอาเอง มันก็คงมีทั้งความสุขสันต์หรรษาและพาเพลินไปกะวิวทิวทัศน์ข้างทาง ไปจนถึงทุกข์ ยาก ลำบากกาย ไม่สบายตัว นัวๆ กันไปหมดล่ะครับ แต่บำเหน็จรางวัลถ้าเราฟันฝ่าไปจนถึงยอดดอยได้ คุ้มสุดๆ จริงๆ ครับ รับประกัน...



สุดท้ายปลายทาง
    เพื่อนทีมเซอร์วิส เจ็กทู 611 ที่ได้ทำหน้าที่เกินคำว่า เซอร์วิส ไปไกลหลายปีแสงเลยทีเดียว เพราะดูแลเราแบบสุดยอดจริงๆ จนพวกเราคิดว่ามี ‘พ่อ’ มาร่วมทางด้วย 555 อาเจ็กทู 611จะรอดูพวกเราตามจุดต่างๆ ที่จอดรถได้ ว่ายังมีลมหายใจกันครบถ้วนดีมั้ย? ไปต่อไหวหรือเปล่า? คงเห็นว่า เหล่านั้ง กันแล้วมั้ง 5555
    จนถึง ณ จุดเส้นชัย เจ็กทู 611 ที่ขึ้นรถสองแถว มาคอยดักรอเราอยู่แล้ว ก็รีบมาดูอาการผม ว่าหายใจ 2 รูจมูกครบถ้วนดี หู ตา ไม่เหลือก เป็นอันว่าโอ และได้บอกข่าวดีว่า อิทวี ฟันฝ่าผ่านจุดต่างๆ มาได้แล้ว อีกซักพักก็คงจะมาถึง... น้องโจ๊กก็เช่นกัน ขานี้โทรมาบอก จังหวะพอดีว่ามีสัญญาณ ก่อนจะรับสาย ใจก็ตุ๊มๆ ต่อมๆ กลัวสุดใจที่จะได้ยินว่า ไม่ไหวแล้วค่า… จะยกรถแล้วน้า... อะไรประมาณนั้น 5555 แต่ที่ไหนได้ เป็นเสียงที่ฟังแล้วยินดีอย่างที่สุด คือบอกว่าใกล้ถึงเส้นชัยแล้วเหมือนกัน...
    เฮ้อ! โล่ง...
    นาทีที่ผมเห็น อิทวี ผ่าน Finish Line มาได้ บอกตรงๆ นะครับ ผมมีความรู้สึกเหมือนคนเป็นพ่อคนนึง ที่ดีใจว่าลูกเรียนจบปริญญามาได้ อะไรประมาณนั้น เพราะการที่ต้องลุ้นว่า คนที่ไม่เคยได้ซ้อมปั่นขึ้นเขาขึ้นดอยอะไรมาก่อนเลยในชีวิต แล้วต้องมาปั่นขึ้นดอยอินฯ ซึ่งได้ชื่อว่าสูงสุดในสยาม มันเป็นอะไรที่สุดๆ เหมือนกันนะครับ ใบหน้าของเพื่อนในวัยครึ่งร้อย นาทีนี้ ไม่ต่างอะไรกับเด็กเล็กๆ ยิ้มแป้นชะลอรถไหลเข้ามาอย่างมีความสุข แล้วก็มายื่นธงให้ เตรียมจะไปรับเหรียญ แล้วก็จะขึ้นไปถ่ายรูปด้วยกันที่จุด Land Mark สูงสุดแดนสยาม
    ช่วงเวลานั้น บรรยากาศรอบๆ เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ของผู้ที่มาถึงแล้วและกำลังทยอยข้ามเส้นชัยมา เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำของแต่ละคนจริงๆ ครับ อีกซักพักน้องโจ๊กก็ปั่นขึ้นมาถึง เป็นอันว่าครบทีม...
    โดยส่วนตัวแล้ว การที่เราทำอะไรสำเร็จให้แก่ตัวเองได้ ก็นับเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจไม่น้อยอยู่แล้ว แต่ถ้าหากเรายิ่งนำความสำเร็จมาให้แก่หมู่คณะเรา ทีมเรา ตามที่ตั้งใจไว้โดยครบถ้วนทุกคน และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีส่วนใดของใครบุบสลาย ครบถ้วนปลอดภัยดีทุกคน... อันนี้นับเป็นความดีใจ และภาคภูมิใจอย่างที่สุดครับ (โดยส่วนตัวผมจริงๆ ที่แอบหัวใจพองโตอยู่เงียบๆ ก็คือคราวที่ขึ้นครั้งแรกสำเร็จ)
    ก่อนเดินทางกลับ ผมนั่งรถท่องเที่ยว พอเห็นภูเขาสูงๆ ระหว่างทาง ผมถามหลานวัยสามขวบที่นั่งข้างๆ ว่า หนูเห็นภูเขาสูงๆ นั่นมั้ย? หลานบอก เห็นครับ ผมบอกว่า ลุงปั่นจักรยานขึ้นไปสูงกว่าภูเขาลูกนั้นอีกนะ หลานสามขวบทำตาโตเบิกกว้างเลย...
หุหุหุ
    ดอกนี้ ดอกเดียว คุ้มแล้วครับ!
- อิสยะ 102/612

อ่านต่อ
ประสบการณ์ของ JUNG YONYANG และ
อุกฤษฏ์ จุ้ยเจริญ (จุ้ย)
 ลิ้
<<<<<<<<<









Burirum Classic
เสือแดดเดียว
INTHANON CHALLENGE (1)
ประสบการณ์ปั่นพิชิตอินทนนท์ คนพันธุ์อึด #10
เปิดประสบการณ์ปั่นจักรยานที่ญี่ปุ่น (2)
CYCLING IN NIKKO
เปิดประสบการณ์ปั่นจักรยานที่ญี่ปุ่น
CYCLING IN NASU
H I P  P A R T N E R S
สำนักงานนิตยสาร  H I P  M a g a z i n e  บริษัท  เชียงใหม่  ฮิพ  แม็กกาซีน  จำกัด
เลขที่  5 / 1  หมู่ 5  ตำบลสุเทพ  อำเภอเมือง  เชียงใหม่ 50200  โทรศัพท์  /  แฟ็กซ์  0 5 3 - 3 2 9 - 4 2 0
hipthailand@windowslive.com  +  hipthailand.cm@gmail.com
H I P   M A G A Z I N E   A N D   E V E N TS   C H I A N G   M A I   ©