Skip to main content

LANGTANG : จดหมายจากลังตัง

82

ต้นมีนาคม วันที่อุณหภูมิเชียงใหม่สูงขึ้น วันที่ลาลีกูรันส์เริ่มผลิดอก วันที่ลมหนาวเตรียมเดินทางไกล วันที่ฉันออกเดินทางอีกครั้งเช่นกัน…

 

เป็นการเดินทางที่ค่อนข้างฉุกละหุก ไม่รู้นึกอะไรถึงได้มา หรือจริงๆ คงไม่ทันได้นึกอะไรนั่นล่ะ
เริ่มจากการพูดคุยทักทายไปยังไกด์เก่าเมื่อครั้งเยือนเนปาลรอบก่อนที่ค่ายฐานอันนะปุรณะ
เกริ่นไปว่าอยากไปเนปาลอีกรอบ อยากจะเดินเขาอีก เขาไหนก็ได้ มีแนะนำไหม
‘ซานโต้ส’ ไกด์เก่าเสนอว่า “พี่ชาย ลองเส้นทางหุบเขาลังตัง (Langtang Valley) ดูไหม น่าสนใจนะ” ก็รับปากไปแบบไม่คิดเช่นเคย ได้ตารางแจกแจงรายละเอียดการเดินทางกลับมา พบว่าใช้เวลาเดินเท้าไป - กลับ 6 วันเท่านั้นเอง โอเค สบายมาก กดจองตั๋วโปรฯ ไปเรียบร้อย

 

LANGTANG

 

เช้านั้นเจ็ดโมงครึ่ง ออกเดินทางโดยรถบัสท้องถิ่นจากกาฐมาณฑุที่ท่ารถหน้าตลาดสดสักแห่ง เรา (ประกอบด้วยฉัน, ซานโต้สและไกด์รุ่นน้องอีกคน) 3 คน รถวิ่งขึ้นเหนือเฉียงไปทางตะวันออกมุ่งสู่ ‘ชยาพรู เบซี่ (Shyaphru Besi)’ หมู่บ้านห่างไกลซึ่งจัดเป็นหมู่บ้านท้ายๆ ที่เส้นทางรถจะสามารถเข้าถึงได้ ระยะทางจากกาฐมาณฑุไม่ถึง 150 กิโลเมตรดีแต่เพราะเส้นทางที่คับแคบ ลัดเลาะหุบเหวไปเรื่อยๆ เริ่มจากทางที่แย่แล้วก็ค่อยๆแย่ไปกันใหญ่ เป็นหลุมเป็นบ่อ บางจุดก็มีลำน้ำตกเล็กๆ ไหลผ่าน บางจุดไหล่ทางทรุดจนน่ากลัว เราใช้เวลาเดินทางกันเกือบ 10 ชั่วโมง!! ค่ำคืนนั้นที่ชยาพรูเบซี่ หลับตาลงในถุงนอนหนาพิเศษกับอุณหภูมิ 10 องศา ช่างแตกต่างกับเมื่อวันก่อนที่เชียงใหม่เสียเหลือเกิน

 

ที่นี่เข้าฤดูใบไม้ผลิ บ้านเราเข้าฤดูร้อน อุณหภูมิที่ไทยได้ข่าวว่าเฉียด 38 องศา แต่เช้านี้ที่นี่ 8 องศา ธงมนตร์ 5 สีถูกผูกระโยงระยางตามถนน ผู้คนเริ่มต้นวันพร้อมกับสรรพสัตว์ นก, กา, หมา, ไก่ ผู้คนแถวนี้เป็นคนภูเขาที่มีเชื้อชาติเดียวกันกับชาวทิเบตหลังหิมาลัยที่กั้นไว้ ซึ่งมีลักษณะไม่เหมือนแขกแบบเนปาลทั่วไป ภาษาที่ใช้กันในหมู่บ้านก็เป็นภาษาทิเบต

 

เราออกเดินกันหลังมื้อเช้า นาฬิกาที่นี่เข็มสั้นยังไม่ถึงเลข 8 แต่เข็มสั้นที่เชียงใหม่คงเลยเลข 9 ไปแล้ว เดินได้สักพักก็พบกับซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้างต่างๆ ซานโต้สบอกว่านี่แหล่ะ “จากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เนปาล พื้นที่แถบนี้ได้รับผลกระทบรุนแรงมาก” สะพานแขวนอันใหม่ทอดยาวเชื่อม 2 ฟากฝั่งแม่น้ำลังตัง ซานโต้สว่า “หลายสะพานแถบนี้ได้รับความเสียหายบางจุดพอจะใช้ได้ก็ฝืนใช้ต่อไป อันไหนพังมากก็ต้องสร้างขึ้นมาใหม่ทับอันเดิม” ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องบอกว่า “อีก 2 วันจะมีงาน Shiwaratri หรือค􀃎่ำคืนแห่งพระศิวะ ชาวฮินดูในประเทศจากหลายๆ เมืองจะเดินทางมาที่กาฐมาณฑุเพื่อเฉลิมฉลองและมีการละเล่นต่างๆ และคืนนั้นพวกเราจะสูบกัญชาได้ ตำรวจไม่จับ เสียดายที่เรา 3 คนต้องมาเดินอยู่กลางเขา” ไกด์ฮินดูผู้มีรอยสักพระศิวะอยู่บนแผ่นอกเล่าแบบเสียดาย เพราะตัวเองเป็นคนกำหนดวันเองแต่ลืมดูปฏิทิน ก่อนจะยิ้มแล้วบอกว่า “ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวพวกเราไปฉลองกันระหว่างเดินนี่ก็ได้”

 

LANGTANG

 

เดินๆมาก็เจอโรงเตี๊ยมชื่อ Bob Marley Guesthouse รอบตัวบ้านมีแต่ภาพเขียนบ๊อบ มาร์เล่ย์ ด้านในห้องกินข้าวมีข้อความจากเนื้อเพลงของพี่บ๊อบ ไม่แน่ใจว่าป้าเจ้าของแกชื่นชอบพี่บ๊อบมากมายขนาดนั้นเชียวหรือ แต่ที่แน่ๆ รอบร้านมีต้นกัญชาเยอะมาก ซานโต้สเข้าไปสั่งชาร้อนมาดื่มกัน ก่อนจะส่งไกด์รุ่นน้องไปเดินเด็ดใบเด็ดกิ่งต้นไม้แถวๆ นั้น บอกว่า “นี่ล่ะ วัตถุดิบการเฉลิมฉลองของเรา”

 

เส้นทางเดินวันแรกของที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนการเดินวันกลางๆ ของเส้นทางไปค่ายฐานอันนะปุรณะ (ABC) ซึ่งเป็นทางเดินขึ้นเสียส่วนใหญ่ เลาะเลียบแม่น้ำลังตัง, แดดแรงแต่อากาศเย็น เดินไปสักพักก็เหนื่อยร้อน พอหยุดสักพักก็ดันหนาวอีก เลยต้องเดินๆ หยุดๆ เราใช้เวลา 5 ชั่วโมง ถึงที่พักคือโรงแรมลามะ (Lama Hotel) เวลาประมาณบ่ายสาม อุณหภูมิ 12 องศา กลางแดดจัดและลมแรง สอบถามดูพบว่ามีน้ำอุ่นให้อาบซึ่งแน่นอนว่าเสียเงิน รีบอาบน้ำสระผม ออกมาเปิดดูสัญญาณอินเทอร์เน็ตในมือถือ คือ เงียบสนิท No Service ถามที่นี่ว่ามี WIFI ไหมจะส่งข่าวสารถึงคนทางบ้าน ก็ได้คำตอบว่าไม่มี เปิดมือถืออีกครั้งหวังจะหาเพลงในเครื่องฟังก็ไม่ได้โหลดไว้เลยสักเพลง แล้วความพลาดของการมาครั้งนี้คือ ฉันไม่ได้หยิบหนังสือติดมือมาสักเล่ม!! เริ่มรู้สึกได้ว่าทริปนี้น่าจะมีความเงียบเยอะมาก ความบันเทิงเพียงหนึ่งเดียวของ 1 ลูกทัวร์กับ 2 ไกด์คือไพ่โกหก หรือวัยรุ่นเรียกคล่องปากว่าไพ่ตอแหลนั่นล่ะ นั่งตอแหลบ้างพูดจริงบ้างกันอยู่ 3 คนจนจบมื้อเย็น เดินออกมาฉลองให้พระศิวะ กันคนละคำสองคำ ก่อนแยกย้ายไปนอนหนาวบนที่นอนซึ่งอุณหภูมิต่ำลงจากเมื่อคืนไปอีก 1 - 2 องศา

 

LANGTANG

 

จากลามะโฮเต็ลเราออกเดินทางกันเช้าตรู่เช่นเคย พระอาทิตย์ยังโผล่ไม่พ้นเทือกเขาสูง สีสันรอบตัวเลยเกือบจะเหมือนภาพขาวดำ เดินผ่านป่าสนบนพื้นมีหิมะประปรายไปด้วยขี้ของสัตว์เคี้ยวเอื้อง ก้าวย่างไปอีกพักใหญ่ก็เจอตัวเจ้าของขี้เหล่านั้น วัวหน้าตาแปลกๆ วัวที่มีขนยาวๆ ซานโต้สบอกว่าเป็นลูกครึ่งระหว่างวัวกับตัวแย็ก (จามรี) นั่นล่ะ เดี๋ยวขึ้นไปสูงๆ อีกสักนิดก็จะเจอเจ้าแย็กแล้ว

 

การมารอบนี้ถือว่าได้ใช้เวลาพูดคุยกับตัวเองเยอะมาก เพราะไม่มีคนไทยอยู่ในรัศมีนั้นเลย ทำให้ไม่มีเหตุให้พูดคุยกับใคร กลุ่มเราก็มีแต่ฉันกับไกด์อีก 2 คน กลุ่มอื่นๆ เท่าที่พอนับได้ก็ไม่ถึง 10 กลุ่ม กลุ่มละก็ไม่เกิน 5 คน คงเพราะเส้นทางนี้ยังไม่เป็นที่รู้จักเท่าเส้นทางอื่น เช่น ABC หรือ EBC (ค่ายฐานเอเวอร์เรสต์) รวมทั้งช่วงเวลาที่ฉันมานี่ก็ยังไม่เข้าฤดูท่องเที่ยวจริงๆ เพราะเพิ่งจะหมดหนาว

 

การเดินเงียบๆ โดยไม่มีใครให้พูด ไม่มีเสียงเพลงให้ฟัง สิ่งที่ได้ยินมีเพียงความคิดตัวเองผสมกับเสียงป่าเขา, เสียงน้ำไหล, เสียงนกแปลกหน้า แล้วก็พลันนึกถึงเพลง ‘Mountain sound’ ของ Of Monster and Men เพลงที่เธอแนะนำให้ฉันรู้จัก เคยฟังหลายทีแต่ก็ไม่เคยเปิดเนื้อเพลงอ่านดีๆ ทำนองหรือก็เลือนราง เพียงเพราะบรรยากาศรอบตัวเท่านั้นล่ะที่น􀃎ำพาเพลงนี้เข้ามาในห้วงความคิด พยายามจะร้องก็จำได้แค่ “Deep into the mountain sound” พอคิดถึงเพลงนี้ แน่นอน มันก็คิดถึงเธอต่อ...

 

LANGTANG

 

แวะกินข้าวเที่ยง ก็เป็นพวกแป้งเหมือนมื้อที่ผ่านมาและมื้อที่จะต้องเจอต่อไป รสชาติและกลิ่นเครื่องเทศที่แปลกดีตอนแรกๆ ผ่านไปสักพักก็ชักไม่ไหว ฉันพอจะรอดไปได้แต่ละมื้อก็ด้วยซอสมะเขือเทศที่ชอบกินมาตั้งแต่เด็ก หวานๆ เปรี้ยวๆ เจออะไรไม่อร่อยใส่ไปหน่อยก็รอดได้ ซานโต้สบอกว่าช่วงบ่ายเราเดินอีกไม่เกิน 2 ชั่วโมงก็จะถึง ‘ลังตัง (Langtang)’ แล้วล่ะ ระหว่างนั่งคุยกัน ก็เห็นคุณตาท่านหนึ่งเดินช้าๆ หมุนวงล้อมนตร์เจริญภาวนาแบบพุทธวัชรยานของทิเบต ซานโต้สเล่าว่าตาแกมีชื่อเสียงนะ แกเป็นผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนั้นแบบปาฏิหารย์ แกนั่งอยู่ฝั่งนี้แต่แผ่นดินไหวแล้วดินถล่มลงมาใส่บ้าน แรงกระแทกดันแกกระเด็นข้ามแม่น้ำปอยู่บนต้นสนอีกฝั่ง ส่วนญาติ ที่อยู่บ้านทางฝั่งนี้หลายคนเสียชีวิต

 

‘ลังตัง’ หมู่บ้านขนาดใหญ่ของชนพื้นเมืองเชื้อสายทิเบตที่หายไปจากแผนที่ช่วงหนึ่งจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อปี 2558 ผู้คนสูญหายไปกว่า 200 คน ‘ลังตัง’ เป็นภาษาทิเบตแปลว่า ‘ลามะตามมา’ ในประวัติคือ มีลามะรูปหนึ่งเดินตามตัวแย็กหรือจามรีมาก็ไม่รู้ตามมาตั้งแต่ไหน แต่ตามมาเรื่อยๆ ก็มาเจอพื้นที่หุบเขาติดแม่น้ำดูเหมาะสมจะสร้างชุมชนอยู่ ก็เลยเกิดเป็นหมู่บ้านขึ้นมา ใครจะรู้ว่าอีกหลายร้อยปีต่อมาหมู่บ้านนี้จะถูกถล่มไปเพราะธรณีพิโรธ

 

LANGTANG

 

เราถึงลังตัง (หมู่บ้านที่ถูกสร้างขึ้นใหม่อยู่เลยไปจากจุดเดิม) ก่อนกำหนดประมาณเกือบชั่วโมงเพราะทีมเราอันประกอบด้วยฉันซึ่งเป็นคนเดินเร็วอยู่แล้ว พอมาเจอ 2 ไกด์ที่เดินเร็วกว่าเลยพาลไม่ยอมกัน สุดท้ายเลยถึงปลายทางเร็วขึ้น เพียงแต่มันเหนื่อยเกินไป การถึงที่หมายรวดเร็วแต่เหนื่อยเกินมันก็ไม่ได้น่ายินดีอะไรมากมาย ค่อยๆ เดิน ลดความเร็วตัวเองลงมาใกล้เคียงเพื่อนร่วมทาง ที่แม้จะเดินช้ากว่าเราบ้าง แต่พอถึงจุดหมายยังไงมันก็เหงาน้อยกว่ามาถึงก่อนแต่ต้องมายืนเหนื่อยหน่ายเดียวดายอยู่คนเดียว

 

ที่นี่ยังมีน้ำอุ่นให้อาบแต่ราคาก็สูงกว่าเมื่อวานไปอีก ต้องรีบอาบตอนนี้เพราะอากาศเย็นลงเรื่อยๆ หิมะเก่าไม่ทันละลายน้ำแข็งหน้าใหม่ก็ก่อตัวขึ้น รู้กันว่ายิ่งอุณหภูมิต่ำลงเท่าใด น้ำอุ่นจะให้ใช้ก็ทำยากขึ้นเท่านั้น สุดท้ายแม้น้ำธรรมดาก็จะกลายเป็นน้ำแข็งคาในระบบท่อและเราจะไม่มีน้ำใช้กัน จะทำธุรกรรมใดในห้องน้ำก็ต้องรีบทำกันตอนนี้ล่ะ เพราะค่ำไปจนพรุ่งนี้สายๆ ระบบน้ำจะหยุดชะงัก ภายนอกลมแรง เมฆมากบังแสงแดด ระบบน้ำอุ่นและไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์จึงเริ่มมีปัญหาติดๆ ดับๆ ฉันเพิ่งจ่ายเงินซื้อไวไฟไป 500 รูปี หวังได้ส่งข่าวหาแผ่นดินเกิดและหวังได้คุยกับเธอหลังหายเงียบไปเกิน 48 ชั่วโมง พอไฟดับทุกอย่างก็จบ รหัสไวไฟที่ได้มาก็เหมือนอักขระไร้ความหมาย ขอเงินคืนก็ไม่ได้ เรา (3 คน) กลับมาเจอกันที่ไพ่ตอแหลเช่นเคย ร่วมชั่วโมงจนไม่รู้จะตอแหลกันไปถึงไหนได้แล้ว ก็จำต้องออกมาสรรเสริญพระศิวะกัน แล้วแยกห้องใครห้องมันไปนอนแม้จะยังไม่ง่วงนัก ถ้าไม่นับเมื่อครั้งบวชพระ นี่น่าจะเป็นอีกคราที่ฉันต้องร้องเพลงในใจให้ตัวเองฟังเพื่อกล่อมตัวเองนอน

 

LANGTANG

 

เช้าตรู่ออกเดินทางผ่านกองอิฐกองหินที่วางซ้อนเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงผู้จากไปเพราะแผ่นดินไหว ซานโต้สบอกว่าให้เราเดินด้านขวามือของแนวอนุสรณ์เหล่านี้คงเป็นความเชื่ออะไรสักอย่างของเขา ปลายทางของวันนี้อันเป็นจุดหมายของทริปอยู่ที่ ‘กยานจิน กุมปา (Kyanjin Gompa)’ หมู่บ้านสุดท้ายปลายทางซีกประเทศด้านนี้ เพราะเลยไปอีกนี่ก็ไม่มีใครอาศัยอยู่แล้ว ถ้าอยากจะเดินเลยไปจากนี้ก็ต้องพกเต๊นท์พกอาหารไปกางเต๊นท์ทำอาหารการกินกันเอง มีคนไปบ้างก็เพื่อจะปีนไปซัมมิทยอดเขาทางนั้น

 

เราใช้เวลาแค่ครึ่งเช้าไม่ถึง 3 ชั่วโมงดีก็มาถึงที่พักวันนี้ซึ่งแปลกจากทุกวัน เพราะเป็นตึก 4 ชั้น ห้องพักอยู่ 3 ชั้นล่าง ห้องครัวห้องกินข้าวอยู่ชั้น 4 เดินขึ้นไปอีกเป็นดาดฟ้าวิวสวยงามมาก ‘ยิ่งสูงยิ่งหนาว’ เป็นวลีที่จริงมาก โดยเฉพาะกับภูมิประเทศและภูมิอากาศเช่นนี้ บนดาดฟ้านี้ยามบ่ายแดดเปรี้ยงแต่อยู่ท่ามกลางเทือกเขาหิมะ พวกเรานั่งหนาวจิบชาร้อนพร้อมฉลองให้พระศิวะเหมือนทุกวันที่ผ่านมา (เลยมาหลายวันแล้วพวกเราก็ยังคงฉลองกันเมื่อสบโอกาส) ท้องฟ้าเป็นฟ้าเข้ม เมฆกับหมอกอยู่ด้วยกันในความสูงระดับนี้ ที่ยากจะแยกแยะจากกันว่าอันไหนเมฆอันไหนหมอก ต่างเกาะเกี่ยวปกคลุมยอดเขาหิมะ หลังบทสนทนาแลกเปลี่ยนเรื่องราวของไทยและเนปาล คนเนปาลหันไปคุยกัน คนไทยคนเดียวหันหาความเงียบ ยามนี้ถ้ามีหนังสือหนาๆ สักเล่มคงเป็นช่วงบ่ายที่วิเศษสุด แต่ในเมื่อฉันไม่ได้หยิบอะไรมาเลย จะหาอะไรอ่านในมือถือก็ไม่มีอินเทอร์เน็ต สุดท้ายเลยได้อ่านความคิดตัวเองโดยการเขียนอะไรสะเปะสะปะลงไปในสมุดบันทึก

 

LANGTANG

 

พลบค่ำอีกครั้งหลังมื้อเย็นและแน่นอนหลังวงไพ่ตอแหล ซานโต้สบอก “พรุ่งนี้เช้าเราจะเดินขึ้นยอด ‘กยานจิน รี (Kyanjin Ri)’ ไปดูวิวกัน เดินไม่นานแต่มันชันเหมือนกันนะพี่ชาย รีบนอนได้แล้ว”

 

เดินออกมาหลังที่พักนิดเดียวก็พบเนินเขาและรอยเท้ามากมายบนพื้นหิมะทอดยาวขึ้นไปบนเขา คะเนด้วยสายตาก็บอกได้ว่าไม่ธรรมดา ซานโต้สว่า “ความสูงของยอดกยานจินรีคือ 4,400 เมตร สูงกว่า ABC อีกนะ”

 

ตัวเลขเหล่านี้หาไม่ยากในกูเกิล คงเหมือนกับอีกหลายข้อมูลไม่ว่าจะภาพนิ่ง, ภาพเคลื่อนไหว, เสียง หรืออะไรอีกมากมายที่เราสามารถหาได้จากหน้าจอมือถือ แต่ก็ยังยืนยันอยู่เสมอว่า การที่เราได้มาสัมผัสกับของจริงๆ ตรงหน้า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับสัมผัสทั้งหมด มันส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึก ก่อให้เหตุการณ์ ณ ช่วงเวลานั้นถูกบันทึกเป็นความทรงจำหรือประสบการณ์ส่วนตัวของใครของมัน ภาวะแห่งการหยั่งคิดอะไรบางอย่างที่มันเกิดขึ้นเองมันก็เป็นของมันเองจริงๆ อ่านหนังสือที่พูดถึงสภาวะนี้มากี่เล่มก็ไม่เหมือนการได้มาเจอด้วยตัวเอง

 

แต่ละก้าวบนทางหิมะสูงชัน นอกจากจะเรียนรู้ตามผู้ที่เดินนำหน้า สำคัญไม่แพ้กันคือสติตนเอง หินก้อนไหนไม่มั่นคงอย่าไปเหยียบ, พื้นหิมะที่เกาะเป็นน้ำแข็งและละลายเหยียบไปจะลื่น, หิมะตกใหม่เหยียบได้ไม่ลื่น แต่ไม่รู้ว่าข้างล่างมันจะกลวงทะลุลงไปหรือเปล่า สังเกตจากผู้มีประสบการณ์ประกอบกับรักษาสติของตัว น่าจะทำให้ตนเองเกิดการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางบนเส้นทางไหน หรือแม้แต่เส้นทางชีวิตก็ด้วย

 

LANGTANG

 

ถ้าใครเคยเดินที่ดอยม่อนจองต้องเคยขึ้นเนินหมาหอบ ทางขึ้นยอดกยานจินรีก็คล้ายแบบนั้นล่ะ แต่เหมือนเจอเนินหมาหอบ 5 อันต่อกันช่วงท้ายก่อนถึงยอดทางสูงชันและแคบลง 2 ข้างซ้ายขวาเป็นหุบเหว ใครเป็นโรคกลัวความสูงจะลำบาก ใช่ ฉันลำบากเพราะฉันกลัวความสูง กลัวมาแต่เด็กและกลัวมากด้วย แต่หลายครั้งเมื่อพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่เรากลัวมากๆ แต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากเผชิญหน้ากับมัน ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ก็กล้า แต่เมื่อเลือกอะไรไม่ได้ สุดท้ายเราก็ต้องผ่านมันไปให้จนได้ บ่อยๆ เข้าเวลาเจอหน้ากับมันอีก ความกลัวจะลดลง ไม่ถึงกับหายหมด แต่ภูมิคุ้มกันมันสูงขึ้นได้จริงๆ

 

เดินไต่กันสักพักก็มาถึงยอดเขา ทิวธง 5 สีมีทั้งเก่าใหม่ถูกผูกโยงกับเสาและโขดหิน ทิวทัศน์รอบตัว 360 องศาคือแผ่นฟ้าเข้ม เทือกเขาหิมะขาวโพลน ทุกสิ่งแลดูยิ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่เกินกว่าชีวิตมนุษย์เราหลายหมื่นพันเท่านัก “ขึ้นไปในท้องฟ้ากว้าง เที่ยวไปบนผืนน้ำบ้าง แผ่นดินยังมีเส้นทางอีกมากมายให้เธอก้าวไป ทบทวนความจริงความฝันเพื่อรู้ว่ามันสำคัญเท่าไหร่ ให้เธอเข้าใจความหมายของการได้มีชีวิตอยู่” เพลงที่ฉันเขียนให้ตัวเองร้องให้ตัวเองฟังเมื่อหลายปีก่อนช่วงเริ่มออกเที่ยวเดินทางดังขึ้นในใจ ตอกย้ำทั้งภาพจริงตรงหน้ากับภาพฝันในสมอง ซึมซับบรรยากาศตรงนั้นอยู่พักใหญ่ 4,400 เมตรจากระดับน้ำทะเล ไม่ใช่ไม่สูง แต่มองไปรอบๆ พบว่ายังต้องได้เงยหน้าขึ้นมองอยู่ ใช่ เพราะเทือกเขาเหล่านั้นสูงกว่า 7,000 เมตร มีที่ที่สูงกว่าให้มนุษย์เราขึ้นไปพิชิตอยู่เสมอ ใช่จริงๆ แต่เขาสูงแค่ไหนที่คนเราไปพิชิตได้ ท้ายสุดทำได้เพียงปักธงและถ่ายรูปก่อนต้องเดินกลับลงมา ก็ใครมันจะไปอยู่บนยอดเขาได้ตลอดไปกันล่ะ

 

LANGTANG

 

เดินลงกลับมาที่พัก ตามกำหนดเดิมเราจะต้องอยู่ที่นี่อีกคืนเพื่อพรุ่งนี้จะไปเดินขึ้นยอดเขาอะไรแถวๆ นั้นอีกสักยอดนั่นล่ะ ซานโต้สบอกว่า “ก็สูงกว่านี้นิดหน่อย พี่ชายอยากไปไหม?” มาใคร่ครวญดูแล้ว ทำไมกูต้องไปขึ้นยอดเขาอะไรบ่อยๆ 2 วันติดกันนะ รวมกับเหตุผลว่าสมควรแก่เวลาแล้วที่จะได้ติดต่อกับเพื่อนมนุษย์ร่วมภาษาไทยด้วยกันบ้าง คืออยากออกไปหาสัญญาณอินเทอร์เน็ตแล้วนั่นล่ะ เลยบอกซานโต้สว่าเราเดินกลับกันเลยดีไหม เผื่อจะกลับเข้ากาฐมาณฑุเร็วกว่ากำหนด 1 วัน ทุกคนเห็นด้วย เพราะยิ่งเราเดินย้อนไปใกล้ทางนู้น อุณหภูมิที่เราจะดำรงชีวิตก็จะสูงขึ้นอีกหน่อย จะอุ่นขึ้นสบายตัวกว่าอยู่หนาวๆ แถวนี้

 

ขากลับเราใช้เวลาน้อยกว่าตอนแรก เดินแค่ 2 วันก็ถึงชยาพรูเบซี่ วันเวลาเดินของมันไปอย่างซื่อสัตย์ 1 เดือนก่อนจะเดินทางยังรู้สึกว่ามันยังอีกนาน จนวันเดินทางก็รู้สึกว่า 10 วันเลยนะเนี่ยที่เราจะต้องห่างกัน ก่อนหน้านั้น 10 วัน ระหว่างเรามันไม่ได้นานขนาดนี้ เวลาเป็นปริมาณสัมพัทธ์จริงๆ ยามที่เรารอบางอย่าง เวลามันก็จะนานกว่าเป็นธรรมดา ช่วงเวลาใดจะมีความหมายอย่างไรก็อยู่ที่ช่วงเวลานั้นเกิดเหตุการณ์ใดกับเรา เหตุการณ์นั้นจะสร้างประสบการณ์แบบไหน กลับกลายเป็นความทรงจำที่ดีหรือบทเรียนที่ร้าย ก็มีแต่เวลาและเรานั่นล่ะที่จะบอกได้

 

LANGTANG

 

บนรถบัสเส้นทางเดิมที่ลัดเลาะหุบเหวลึก “โปรดอย่ามัวช้ายังไม่สายมอบจิตมั่นหมายเคล้าเคลียคลอ” เพราะสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่โผล่มาเป็นระยะทำให้ iTunes ทันโหลดเพลงนี้ของ ดิ อิมพอสซิเบิ้ลได้พอดี เลยทำให้มีเพลงฟังซ้ำๆ อยู่ 1 เพลง อิมพอสซิเบิ้ล ตอนแรกก็คิดว่ารักของเรามันคงเป็นไปไม่ได้ ฉันก็คิด เธอก็คิด แต่ตอนนี้ก็เป็นไปแล้ว แต่ยังมีหลายเรื่องราวที่ก่อความกังวลสับสนในใจ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องจากอดีต อีกส่วนใหญ่เป็นเรื่องอนาคต มีเพียงส่วนน้อยที่เป็นปัจจุบัน สมองและหัวใจที่มักพามันมาก่อกวนปัจจุบัน ฉันกำลังนั่งอยู่ในรถบัสบนถนนที่น่ากลัว แต่ใจกลับกังวลไปถึงเรื่องราวแสนห่างไกลอยู่ตรงไหนไม่รู้ พอดึงจิตกลับมาตรงนี้ตอนนี้ รถที่เลาะขอบเหวกับคนขับผู้ขับรถมือเดียวพร้อมโทรศัพท์คุยตลอดเวลา ตาก็เหมือนไม่มองถนน ความสูงระดับนี้ร่วงลงไปก็คงหมดสภาพ หลายความกังวลใจก็คงหมดสภาพไปด้วยเช่นกัน คิดได้ดังนั้นฉันจะไปกลัวอะไรมากมายกับอะไรที่มันไม่ได้อยู่ตรงนี้กันนะ เวลานี้ขอเพียงให้ไอ้รถคันนี้มันพาฉันไปถึงปลายทางอย่างปลอดภัยนั่นก็พอแล้ว พอแล้วจริงๆ จากที่ทุกข์ไปกับปัญหาที่จิตใจสร้างขึ้นมาเอง พอเทียบกับเรื่องจริงตรงหน้า เรื่องที่ไกลออกไปกลายเป็นดูเล็กลง เหลืออย่างเดียวคือขจัดความกลัวตรงหน้า โดยพยายามมองหาความสวยงามอย่างอื่นจากสองข้างทาง ผู้คน ฝูงวัว สรรพชีวิตที่ดำเนินเคลื่อนไปรับรู้ ค่อยๆ ผสานไปกับเรื่องราวรอบตัว ก็พอจะลดละความกลัวลงไปได้ในช่วงเวลานั้น

 

“ช่วงเวลาหนึ่ง มากมายในใจ ไม่เสียดาย จะดีหรือร้ายไม่เป็นไร” ความสัมพันธ์กับการเดินทางคล้ายกันก็ตรงนี้ บางความสัมพันธ์หรือบางการเดินทาง เราก็ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วปลายทางมันจะสวยงามตามที่คาดไว้แต่แรกหรือเปล่า ไม่ว่าเส้นทางจะสั้นหรือยาว สุดท้ายของความสัมพันธ์จะเป็นเช่นไร แต่ตราบที่ระหว่างทางนั้นมันสวยงามและนำมาซึ่งความสุขใจ นั่นก็พอจะเป็นเหตุผลให้เรายังจะเดินทางต่อไป

 

อีกไม่กี่วันเราก็จะได้พบกันแล้ว ก็เท่าที่เรายังหายใจ ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป

การเดินทางมาลังตังครั้งนี้ก็สิ้นสุดลง แต่การเดินทางของเรา 2 คนเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น

 

เมื่อลมหนาวเดินทางกลับมาอีกครั้ง…

 

ถึงวันนั้นเรา 2 คนจะเป็นอย่างไรกันบ้างนะ

 

LANGTANG

 

ข้อมูลคร่าวๆ
Langtang Valley, Kyanjin Gompa อาจยังไม่เป็นที่นิยมเท่า ABC หรือ EBC แต่ด้วยระยะทางและระยะเวลาที่ใช้ไม่มากเมื่อเทียบกับวิวทิวทัศน์ที่จะได้เจอในแต่ละวัน ปลายทางที่หมู่บ้านกยานจินกุมปาก็มียอดเขาให้ปีนขึ้นไปชมวิวเทือกเขาหิมะรอบตัว 360 องศาด้วย เวลาเดินเท้าไป - กลับ 5 วัน, การเดินทางจากกาฐมาณฑุที่สะดวกกว่า (จริงๆ เส้นทางก็โหดร้ายอยู่ดี), ที่พักระหว่างทางที่ดูจะหลับนอนได้สบายกว่า ยกเว้นเรื่องไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ต จึงขอแนะนำเส้นทางนี้ให้สำหรับผู้อยากลองเดินเขาหิมะในเนปาลเล่นดูบ้างครับ

 

เพลงประกอบทริปที่วิ่งเข้ามาในหัวระหว่างเดิน
เพลง ‘Mountain Sound’ ของ Of Monster and Men
เพลง ‘ออกไปบ้าง’ ของ ชฮม.
เพลง ‘รักกันหนอ’ ของ ดิ อิมพอสซิเบิ้ล
เพลง ‘ช่วงเวลาหนึ่ง’ ของ สุขเสมอ

 

 

เรื่อง / ภาพ : ชา ฮาร์โม

Profile picture for user HIPTHAILAND

HIP THAILAND

Online Contents & Free Copy Monthly Magazine from Chiang Mai